Journey

[110207-pic] Gimpo airport

posted on 07 Feb 2011 22:30 by getsuyoubi in Journey, photo, TVXQ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
แว่บเอารูปเบลอ ๆ มาลง  
 
 
 
กับที่ ๆ อยากจะตามไปเก็บภาพมานาน
 
วันนี้ได้ทำซักทีฮับ ^^
 
 
 
ดูที่ตัวเองถ่ายออกมาแล้วก้อ....
 
 
สงสัยต้องขอกลับมาแก้มืออีกซัก 4-5 รอบ
 
(หาเรื่องมาหาลูก )
 
 
 
แต่ถ่ายยากดีจริง ๆ คร่ะ ไหนจะเซ็ตติ้งกล้อง น้องก้อไม่อยู่นิ่ง แถมถ่ายตรงบันไดเลื่อนเสร็จ ต้องปีนข้ามที่นั่ง
 
กระโดดวิ่งไปส่งลูกหน้าประตูต่อ  (นี่ตะรูมาแสดงหนังแอ๊คชั่น?? =  =)
 
 
ไว้กลับไปจะลงบันทึกโดยละเอียดอีกที  สนุกดี XD
 
 
 
 
 
หมายเหตุ : ที่เห็นว่าโฟกัสชางมินได้ชัดกว่า เพราะเห็นว่าน้องสาวถ่ายอิหมีไปแล้ว กลัวไม่มีคนถ่ายน้องง
 
 
กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
 
 
 
(ไปน้ำขุ่น ๆ )
 
 
 
ต้องโทษนุ้งมินอ่ะ  เดินเข้ามาก่อนพี่ ตาอิปร้าเลยโฟกัสนุ้งมินก่อน ทีนี้เลยมองตามตลอด หาลูกหมีไม่เจอ 
 
 
 
 
แต่วันนี้แต่งตัวมาเข้าคู่กันมาก ๆ สไตล์อเมริกันบอยยยย  น่าร้ากกกกกกกกกกกกกก  
 
 
(จริง ๆ ก่อนออกจากบ้าน ฮยองบอกว่า ชางมิน เพลา ๆ หน่อย หล่อเกินหน้าเกินตา 5555+)
 
 
 
 
 
 
 
(แล้วลูกชายเป็นไรก้อไม่รู้ ปากไม่สงบนิ่ง =  =)
 
 
 
(ต้องคนที่จับภาพทุกวินาที(แบบนุ้งสาว 55+) ถึงจะได้ตอนปากไม่งุบงิบ??
 
เป็นอะไรคระพ่อหนุ่มมมมมมมมมมมมมม XDD
 
 
กลับมาหาน้องชายดีก่า 555555+
 
 
 
เด็กร้ายกาจจจ...จ  (ชอบ?? XD)
 
 
 
 
สุดท้าย....
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
พีเอ็ดสึ  ยาทาสิวแบรนด์ไหนเจ๋งสุด??
 
 
พีเอ็ดสึสองง  ผจก.คระ ตัวใหญ่ไม่พอ แต่งตัวสีจัดจ้านขโมยซีนอ๊๊กกกกก  โฮ่ยย!!!!
 
 
 
 
 
 
 

Lonely Planet II : alone in Kobe

posted on 02 Jul 2010 12:18 by getsuyoubi in Journey, photo

 

 

 

 

......

 

 

 

 

 

 

 

 

แหะ ๆ มาแร้วฮับ

มาต่อให้จบแล้วคร่ะ

เด๋วกลับไม่ถึงไทยซักที

 

จริง ๆ จะมาต่อตั้งแต่วันก่อน แต่ก้อมีเรื่องราวมากมายประดังประเดเข้ามา

emotional สุด ๆ

 

ไม่มีแรงอัพเรยทีนี้

 

ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ขนาดนี้ แต่ก้อเป็นไปแร้วแฮะ

เป็นห่วงซะจน feel blue ไปทั้งวัน  

คนนึงอยากเห็นหน้า ว่าเป็นไงมั่ง ก้อดันเลื่อนวันกลับไปนู่นนนน....น (กว่าจะกลับ ตาคงหายบวมแร้วนะลูกนะ T^T)(และก้อ...การเลื่อนวันกลับ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ของฮยองยงฮาแต่อย่างใดนะฮับ ไม่เกี่ยวกัน ๆๆ อย่าจิ้นกันเกินเลย กรั่กกกก)

อีกคนก้อ...โฮกกกกกกกกกกก ทำเอาห่วงจนแม่ ๆ ไม่หลับไ่ม่นอนกัน

แต่ก้อโอเคแล้ว ลูกกลับบ้าน ได้อยู่กับแฟมิลี่เรียบร้อย >.<

ถึงเค้าจะชอบกดดันตัวเอง จนมีโรคประจำตัวอันนั้นขึ้นมา

แต่การที่มีครอบครัวที่เข้มแข็ง และอบอุ่น

ก้อพอจะทำให้ปร้าใจชื้นขึ้นมาบ้าง

แล้วทุกอย่างก้อจะผ่านพ้น

 

 

괜찮아 .. ne Yunho..Jejung

 

 

แถมเมื่อคืนยังมีข่าวดีเข้ามา

ข่าวที่ทำให้แทบจะอยากมาลุกตีลังกาสามสิบตร่บ  

ในที่สุด ฝันของเราก้อเป็นจริง!!!

 

「在りし日の思い出」.....Memories of the past days

เพลงดูเอ็ทของอิหมีกะนุ้งมิน!!!

 

 

อยากได้ยิน อยากฟังแล้วววววววววววววววววว

อยากเห็นทั้งคู่บนเวที โฮววววว...ว

 

ไม่ดราม่า

เพราะขอแค่ให้ได้เห็นเค้าอยู่ในที่ ๆ เหมาะกับเค้าที่สุด ในบทบาทที่เราประทับใจที่สุด

แค่นั้นก้อดีใจมาก ๆ แร้วคร่ะ    

 

ส่วนคอน SM town "world" tour

ก้อรอประกาศที่แน่นอนอีกทีละกันนะคระ

ว่า big city นอกจากเซี่ยงไฮ้ โตเกียว และ LA จะมีที่ไหนกันบ้าง

(บางกอกก้อบิ๊กซิตี้นะ!!)   

 

 

(นิดนุง เรื่องเพลง ชื่อเป็นยุ่น แต่จิง ๆ คงมีชื่อเกา เพราะเพลงนี้จะอยู่ในอัลบั้ม SM town happy summer 2010 คร่ะ แต่เหตุที่เห็นแต่ชื่อยุ่น เพราะข่าวดันออกจากทางฝั่งยุ่นก่อน แฟนยุ่นลงบล็อกกันเต็ม แต่แอบไปดูฝั่งเกา...เงียบบบ....=  =  แอบน้อยใจนะนี่

แต่อย่ากระนั้นเลย มิวสิคอลของอิหมี ที่จนป่านนี้ รายละเอียดออฟฟิเชียลทางเกายังไม่ออก แต่ได้ข่าว เวปทัวร์ของฝั่งยุ่นจองสเก็ดเดือนกันยาเต็มกันไปเป็นที่เรียบร้อย แถมการันตี VIP seat ซะด้วย โอ้ววว อภิสิทธิ์ชนได้อีกคร่าาา ตารางเดือนตุลายังไม่ออก แต่คาดว่า ถ้าออก แฟนยุ่นก้อคงจะได้เห็นก่อนเป็นที่แรกเหมือนเดิม 

แต่ขายเฉพาะบัตรบ้างได้มั้ย ทำไมต้องพ่วงตั๋วบิน  )

 

จบเรื่องบ่น 

 

 

 

 

 

เข้าเรื่องดีกว่า

ไ่ม่งั้นกลับไม่ถึงไทยซักที แฮ่~

 

 

 

 

 

100607 Alone in Kobe!  

 

 

        วันสุดท้ายที่ญี่ปุ่น(สำหรับทริปนี้) ตัดสินใจกลับไปที่โกเบอีกครั้งคร่ะ เพราะปีที่แล้วที่มา ไม่ได้เที่ยวชมบ้านเมืองเค้าเลย ุ่มุ่งหน้าไปที่ Kobe world kinen hall อย่างเดียว เพื่อดูคอนเสิร์ต secret code รอบแรกนั่นแล มาคราวนี้ เลยขอซะหน่อย แวะเที่ยวซักนิด กับชิมของขึ้นชื่อของที่นี่ด้วย

        ตอนแรกวางโปรแกรมไว้แน่นมากกกกกกก ชนิดที่จะต้องออกจากโอซาก้าตั้งแต่เช้า เที่ยวจนมืดดด..ด แถมหาตารางแอร์พอร์ตบัสที่ออกจากโกเบมุ่งสู่ KIX ไว้เผื่อ (เป็นพวกชอบมีแพลนเอ แพลนบี 55+) ในกรณีที่นั่งรถไฟกลับมาขึ้นเจ้า Haruka express ที่โอซาก้าไม่ทัน (Haruka ขบวนสุดท้ายที่ออกจากโอซาก้าไป KIX คือ 20.45 น.คับ) แน่นเอี้ยดขนาดนัี้นอ่ะคิดดู 

         แต่พอถึงวันจริง โปรแกรมโดนตัดทิ้งเกือบหมด กร๊ากกกกกกกกกกกกก เพราะ่ว่าสองวันที่ผ่านมาในคอน thanksgiving ช่างเป็นช่วงเวลาที่ emotional มาก ๆๆๆๆๆๆๆ ทั้ง tough และ peak   พลังชีวิตอิปร้าเลยโดน(นุ้งแจ อรั๊ยยย >//<) ดูดหายไปหมดเลยคร่ะ 

ปกติเวลาเค้าไปโกเบกัน ก้อจะไปเดินเล่นดูบ้านสไตล์ยุโรปแถวคิตาโน่ ชมวิวโกเบพอร์ต ขึ้นภูเขาร็อคโค บลา ๆๆ แต่แหมมม.....

ไม่ได้ ไม่แนว ไม่โดน กรั่กกกก 

ก้อเลยตัดสินใจเลือกสถานที่โดยคงคอนเซปท์เดิมคือ...

 

ไปที่  ๆ เค้าไม่ค่อยจะไปกัน

เพื่อเก็บรูปตามคอนเซปท์ "กินลม ชมสะพาน"คร่ะ   

 

เมื่อวันก่อนพาไปชม"ที่สุดในโลก"มาแล้วหนึ่งสะพาน

วันนี้เราก้อจะไปพบกับที่สุดในโลกกันอีกนะคระ

กับ...

Akashi Kaikyo Bridge

สะพานแขวนที่ยาวทีสุดในโลก  

(สะพานแขวน(suspension bridge)ของจริง ไม่ใช่สะพานขึงแต่เรียกสะพานแขวนแบบบ้านเราเนะ) 

 

สะพาน Akashi kaikyo เป็นหนึ่งในสามสะพานที่เชื่อมเกาะฮอนชูเข้ากับเกาะชิโคขุ (เหมือนกับเจ้าเซโตะ โอฮาชิที่ไปดูมาเมื่อวันก่อนคร่ะ) ข้ามผ่านช่องแคบอะคาชิ ซึ่งแต่ก่อน การเดินทางข้ามช่องแคบนี้ จะใช้เรือเฟอร์รี่ แต่เจอปัญหาพายุกระหน่ำเรือซะหลายครั้ง ก้อเลยสร้างสะพานที่มั่นคงแข็งแรงนี้ึขึ้นมาคร่ะ 

การเดินทางไปชมสะพานนี้จากโอซาก้า ก้อนั่งเจอาร์จากสถานีโอซาก้า เลยโกเบไปก่อน  นั่งยาวมาจนถึงสถานีไมโกะ ออกจากสถานีไมโกะ เดินข้ามสะพานลอยก้อจะถึงพิพิธภัณฑ์สะพานอะคาชิไคเคียว(ซึ่งปร้าไม่ได้แวะ) กับ maiko marine promenade ซึ่งเป็นหอชมตัวสะพานโดยเฉพาะคร่ะ

ระหว่างนั่งเจอาร์จากโอซาก้า พอเข้าเขตโกเบก้อจะเริ่มเห็นทะเลคร่ะ ทางไปสถานีไมโกะจะแล่นเลียบชายฝั่งไปเรื่อย ๆ เป็นทัศนียภาพที่ดูเพลินตาดี แต่วันนั้น เป็นวันที่อยู่ ๆ เมฆก้อมาก หลังจากที่แดดเปรี้ยงมาหลายวัน (ทั้ง ๆ ที่วันนี้อยากได้แดดมากกว่าวันแรกอีก =  =) บรรยากาศครึ้ม ๆ พอเราหยิบเอาเพลงขึ้นมาฟัง เป็นคอมโบ้บัลลาดของเด็ก ๆ ... เท่านั้นแหละ

น้ำตาไหล  

โฮกกกกก....ก ตลอดสองวันที่ดูคอนเสิร์ตมา คิดว่าตัวเองทำได้ดีมาก ๆๆ นะคระ ไม่ดราม่าแม้แต่นี้ดสสสส แต่พอวันนี้ ตบะแตกซะงั้น -  -" คือมันไ่ม่ได้ดราม่า ไม่ได้อารมณ์แบบ ตัดพ้อต่อว่า น้อยเนื้อต่ำใจแทนใคร แต่คิดถึงซะมากกว่า คิดถึงมากกกกกกกกก เลยกลั้นมะอยู่ ดีนะที่วันนั้นเป็นสาย ๆ ของวันจันทร์ และเรามุ่งหน้าสู่ชานเมือง คนเลยน้อยมาก ๆๆๆ มีแต่อาจุมม่าที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน คงแบบ...ยัยคนนี้ สามีทิ้งเรอะ กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก =  =

รถมาถึงสถานีไมโกะ ฟ้าที่ครึ้่ม ๆ อยู่ก้อได้เวลา.....ฝนกระหน่ำ  เป๊ะ เป๊ะมากกกกคร่าาาาาา

 

ก้อเลยรอฝนหยุด ด้วยการไปซื้อ blunch มาหม่ำที่สวนหย่อมหน้าสถานี กะลังหิวเรยยย

ซูิชิของเมืองริมทะเลนี่มัน..สุโก้ยยยยย >< 

 

ฝนปรอย ๆ ปั๊บ ก้อไม่รอแระคร่ะ ลุย!!!

เจ้าสะพานแขวนอันนี้มันช่าง....อลังการรรรร

 

ความขมุกขมัว ถูกเร่งสีด้วยอุณหภูมิเคลวินเหมือนเคย แหะ ๆ

เห็นยิ่งใหญ่แบบนี้ ชักอยากเห็นโครงสร้างภายในซะแร้ว

ไปกันเรยคร่ะ

 

มาวันธรรมดา ได้ลดราคาจาก 300 เหลือ 240 เยนด้วยเนะ โฮะ

ข้างบนมีร้านขายของทีระลึก คาเฟ่ จุดชมวิว

มองออกไปทางฝั่งซ้ายของสะพาน จะเป็นเขตชายหาดเมืองซูมะ แหล่งท่องเที่ยว(ของคนยุ่น)อีกแห่งของโกเบคร่ะ (ร้านเซิร์ฟบอร์ดเต็มไปหมด) 

 

เดินออกไปในส่วนที่อยู่ใต้ตัวสะพาน จะได้เห็นโครงสร้างชัด ๆ

 

มีแบบนี้ให้เดินด้วยย!

แอบบอกว่า อิปร้ากลัวมากกกกกก...ก มันสูงจากพื้นน้ำข้างล่างเยอะมากเรยคร่ะ  กลัวความจู๋งงง

 

แล้วตอนแรกก้อโรคจิต ไม่กล้าเดินผ่านส่วนที่เป็นกระจก ได้แต่เอาเท้าไปแตระ ๆ กร๊ากกกกกกกก  =  =

 

แล้วก้อได้เห็นความลับของความแข็งแกร่งของต้วสะพาน พวกชอบเมคานิคส์น่าจะถูกใจที่นี่นะนี่

 

ระหว่างเดินตรงนั้น ก้อจะได้ยินเสียงกึงกัง ๆ ของรถยนตร์ที่วิ่งอยู่ด้านบน กับพื้นที่ไหวน้อย ๆ (พอให้หวาดเสียว) - - 

ดูจนพอใจ ก้อได้เวลาลงลิฟท์ ออกไปเก็บภาพด้านนอกกันมั่ง

น่าสงสารมั้ยคระ ไปคนเดียว มะีมีคนถ่ายรูปให้

กร๊ากกกกกกกกกกกก

 

สมบัติบร้าทั้งนั้น (จิง ๆ มีเจ้าป๊อปปี้ห้อยอยู่อีกใบนะนั่น -  -")

ก่อนเดินออก ตามสไตล์คนยุ่น ที่ระลึก ๆ

 

แวะเก็บภาพความอลังการก่อนจาก

 

ขมุกขมัวได้ใจ - -

เลยปรับ white balance อีกนิด โทนเย็น

โทนร้อน

 

งานนี้ไม่ได้ลองนั่งแน่ ๆ เพราะสะพานวิ่งได้เฉพาะรถยนตร์ รถไฟวิ่งไม่ได้คร่ะ

 

กลับจากสถานีไมโกะ ก้อนั่งเจอาร์มาลงที่สถานีซันโนะมิยะซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางการเดินทางของเมืองโกเบคร่ะ จากสถานีนี้ เราจะขึ้นรถไฟสายพิเศษ สาย port liner มุ่งหน้าสู่สถานี port island minami คร่ะ

ระหว่างทาง ก้อผ่าน...ที่นี่

 

โฮกกก แล้วเพลงในหูตอนนั้นก้อเป็นเพลง toki wo tomete

ป้าดดดดดดดด....จะเหลือเรอะ

น้ำตาแตก  

มันคิดถึงอ่ะคร่ะ ที่นี่คือ kobe world kinen hall ที่อิปร้ากะนุ้งสาวคนโตมาโฮกคอน secret code รอบแรกด้วยกัน ช่วงเวลาก้อประมาณนี้แหละ ห่างกัน 1 ปี 1 เดือน เวลาเพียงแค่นี้ แต่สิ่งต่าง ๆ กลับเปลี่ยนแปลงไปมากมายจริง ๆ TT_TT

ดีนะที่เจ้ารถไฟสายนี้มันไฮโซวว ที่นั่งใครที่นั่งมัน ไม่ต้องมานั่งจ้องหน้ากัน มะงั้นต้องแบบ....ไม่มีไรคร่าาา เป็นเรื่องอ่อนไหวของคนวัย(ใกล้)หมดประจำเดือน กร๊ากกกกกกกกกกกก

 

อ่ะเคร ไม่ดราม่า

เราม่งหน้าไปสู่ที่นี่คร่ะ

Kobe Kashoen  สวนนกและดอกไม้ ที่อิปร้าบังเอิญเสิร์ชเจอ(อีกแร้ว)จากเน็ทคร่ะ

 

ที่อยากมาที่นี่เพราะ อยากมาดูดอกไม้ >.< ฤดูร้อนของยุ่น อยากเห็นไอริส กับอะจิไซคร่ะ ก่อนเดินทางก้อค้นสวนมาหลายที่ แต่เดินทางลำบากอ่ะ เลยมาที่นี่เลยดีกว่า มีดอกไม้สวย ๆ ให้ดูมากมายจนอิ่มเลยคร่ะ

โซนแรกที่ผ่านเข้าไปคือโซนดอกบัวคร่ะ มากมายหลายพันธุ์จากทั่วทุกมุมโลก

เค้าจัดภายในได้สวยมาก ๆ เรยคร่ะ

 

  

 

 

 

 

ถ่ายรูปเพลินนน...น จนแทบจะหล่นลงไปในบ่อ กร๊ากกก

มูฟต่อไปในห้องถัดไป

ตรงนี้เป็นเอกลักษณ์ของ Kashoen เรยล่ะคร่ะ

ฮอลล์ที่เพดานเต็มไปด้วยดอกไม้ 

 

 

มีห้องบุฟเฟต์ที่ได้ทานอาหารภายใต้ช่้อดอกไม้ด้วยนะคระ สุโก้ยย (แต่ตอนนั้นไม่หิวอ่ะ)

ไปเจอเทศกาลดอกลิลลี่พอดี

 

 

สวยทุกสี ๆๆ

งามทุกพันธุ์ >.<

 

กลิ่นหอมตลบอบอวลไปหมดเลยคร่ะ >.<

 

แสบตา >.<

 

ถัดไปกับมุมดอกบิโกเนีย งามไม่แพ้ลิลลี่ ดอกโตเท่าบ้านนน

 

สวยทุกสีเหมือนกัน

 

 

โอยยย....มีความสุข  

จากมุมดอกไม้ ไปหาเจ้าตัวน่ารัก ๆ บ้างดีกว่า เด๋วหาว่าไม่มีนกตามคำโคดนา

หางเบลอ ไ่ม่ได้มือสั่นเนะ ตะเค้าสะบัดก้นอยู่ 

 

น่ารักเนะ ๆๆๆ >.< 

ตัวนี้ก้อมี มะเห็นต้องอยู่ในห้องแอร์เรย (อากาศก้อมะเห็นเย็นเรยแฮะ)

 

ผ่านโซนนุ้งนกกลางแจ้ง กลับเข้ามากับเทศกาลดอกอะจิไซ ดอกไม้ประจำฤดูร้อนคร่ะ

ในที่สุดก้อได้ดู >.< 

 

หลากหลายพันธุ์ แปลกตา ๆ

 

ส่วนพันธุ์นี้คงคุ้นตากันดี

 

ผ่านไปที่โซนนกฮูกกะนกเค้าแมว

ีที่นี้เค้าฝึกนกฮูกไว้แสดงโชว์ด้วยคร่ะ น่ารักดี แสนรู้เหมือนกันนะนี่

 

ทุกตัวมีชื่อ คุง ๆ จัง ๆ อะไร จำมะได้ 55+

 

ผ่านจากโซนนกฮูก ก้อเดินเข้าไปในกรงของนกเงือกคร่ะ

 

น่ารัก สีสด ยังก๊๊ะตุ๊กตาแน่ะ  

 

นี่ตุ๊กตารึป่าว

 

ก่อนถึงทางออกก้อมีเจ้านี่ 

นกแก้วก้อมีฮับ อยู่กันเป็นคู่ ๆ ซุกไซร้กันไปมา (อิดนะฟะเร่ยยย...นกยังไม่เว้น กร๊ากกกกกกก)

 

ออกจากสวนมาอย่างมีความสุข  

สำหรับใครที่ชอบเดินเล่นเพลิน ๆ ดูนกดูไม้ ชมดอกไม้สวย ๆ แนะนำเลยคร่ะ

อีกอย่าง การได้ไปที่คะโชเอ็นนี้ ทำให้ยิ่งรู้สึกว่า คนยุ่น เค้าให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุและคนป่วยมาก ๆ อย่างเวลาไปสวน ก้อจะเจอคนเข็นวีลแชร์พาญาติมาเที่ยว ที่นี่ก้อเช่นกันคร่ะ ผู้สูงอายุบนวีลแชร์เต็มไปหมด และสถานที่เค้าก้อเป็น handicap friendly มาก ๆ ห้องน้ำใหญ่ขนาดวีลแชร์เข้าได้สบาย ๆ ทางเดินกว้าง ๆ จะได้เข็นรถได้

เห็นแร้วรู้สึกดี อยากให้บ้านเราทำได้แบบนี้บ้างจังคร่ะ 

 

 

ออกจากคะโชเอ็น ก้อมุ่งหน้าสู่สถานีซันโนะมิยะ ได้เวลาท้องร้องแร้วจิ  

มาโกเบทั้งทีี ไม่ชิมเนื้อโกเบได้ยังไง จิงมะคระ  

(อุตส่าห์เจียดเงินให้เหลือไว้เพื่อการนี้ กร๊ากกกกกกกกกกก)

ร้านนี้ก้อหาเจอจากเน็ทเช่นเคย เป็นร้านเก่าแก่ของโกเบ ดีตรงที่หาไม่ยาก และก้อราคาไม่แพงมากคร่ะ สามารถลิ้มรสนุ่ม ๆ ของเนื้อโกเบได้ในสนนราคาแค่ประมาณ 6000 เยนเท่านั้น !!!

กับร้าน steakland kobe คร่ะ

ร้านเนื้อโกเบจะเป็นเหมือน ๆ กันหมด คือ พอเข้าไปจะจัดให้นั่งหน้าเคานเตอร์ที่จะมีส่วนปรุงอาหารต่อกันยาวว..ไปตลอด แล้วเชฟก้อจะปรุงสเต๊กร้อน ๆ ต่อหน้าเราเรยคร่ะ 

(แต่แบบโต๊ะแยกก้อมีนะคระ) 

นี่เชฟส่วนตัวของปร้าเอง  หน้าตาใช้ได้นะนี่

 

medium rare ของอิช้านนนน >.<

 

มาแร้วคร่ะ สเต๊กเนื้อโกเบร้อน ๆๆๆ

 

รสมันนุ่มมมมมมมม................ม มั่ก ๆๆๆ  

 

เนื้อโกเบถือเป็นเนื้อวัวชั้นดีเป็นที่ขึ้นชื่อของญี่ปุ่น จัดอยู่ในกลุ่มวะกิวหรือวัวดำ แต่ด้วยการเลี้ยงแบบพิเศษของเมืองนี้ ก้อเลยได้ชื่อว่าเนื้อโกเบคร่ะ ด้วยวิธีเลี้ยงโดยเฉพาะ จะทำให้ได้วัวที่มีไขมันแทรกอยู่ทั่วไปในกล้ามเนื้อ เวลารับประทานจะนุ่มมาก ๆๆๆ เพราะปริมาณไขมันนั่นเองคร่ะ น่าจะถูกใจคนที่ชอบทานมัน และชอบกลิ่นหอมของไขมันสัตว์

สำหรับปร้า ชอบความนุ่มมม แต่เนื่องจากไม่ชอบความมันมากนัก เรยคิดว่า เนื้อมัตสึซากะเจ๋งกว่าเยอะเรยคร่ะ ><  

 

หลังจากอิ่มหมีพีมัน ก้อเลยนั่งรถไฟกลับเ้ข้าชินโอซาก้า

เวลาเหลือเพียบเรย เพราะจองฮารุกะขบวนสุดท้ายไว้คร่ะ แต่นึกไม่ออกว่าจะไปไหนดี เดินวนไปวนมา นั่งรถไฟไปแถวอุเมดะ ช็อปปิ้งเล็กน้อย แล้วก้อกลับคร่ะ

ตอนนั้นใจยังหวนนึกไปถึงช่วงเวลาสี่วันที่ผ่านมา อย่างที่บอก เป็นเวลาสั้น ๆ ที่ได้ทำอะไรมากมายจริง ๆ

ประสบการณ์ครั้งแรกหลาย ๆ อย่าง

และที่ลืมไม่ได้เลยคือความรู้สึกระหว่างคอนเสิร์ต

กับความรู้สึกใหม่ที่เกิดขึ้น

กับคิมเจจุง ที่ทำให้อิปร้าตกหลุมรักอีกครั้ง  

ไม่รุ้สิ มันเหมือนที่ผ่านมาไม่ใช่แบบนี้ รัก แต่ก้อไม่ได้ลึกซึ้งแบบนี้ (นั่นยังไม่ลึกอีกเรอะ กร๊ากกกกกกกก)

หลาย ๆ ครั้งเรามองเค้าผ่านอิหมี โฮกฮากกับรูปลักษณ์ภายนอก

แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่รู้สึกว่า รักในตัวตนของเค้าจิง ๆ >.<

 

ตอนนี้ได้แต่เฝ้ารอเวลา

 

ที่เราจะได้เจอกันอีก

 

คิดถึงนะ

คิมเจจุง.

 

 

 

 

พีเอ็ดสึ  อย่าเลื่อนไฟลท์อีกเรย พลีสสสสส.....ส คิดถึงแว้ววววววว

พีเอ็ดสึสองง  เอเนชั่น อย่าบิ๊ว ๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  

 

พีเอ็ดสึสามมม ตอบคำถามนุ้ง hikki

รู้จักชู่วบีฮับ พยายามยัดเยียดความเป็นออนนี่ให้นุ้งชุ่วมานานแระ กร๊ากกกกกกกกกกกกก)

แต่ไม่ได้อยู่ tvxqevent ฮับ พอดีอายุเกิน  

ปร้ายังต้องฝึกฝีมืออีกเยอะ

เป็นฟรีแลนซ์ไปก่อน ดีแร้วคร่ะ 555+

 

 

พีเอ็ดสึสี่่   ติดจิง ๆ จัง ๆ  

 

ดราม่า

เวิ่นเว้อ

โฮกฮาก

เฮฮา

บ้าบอ 

อัพเดทสุด ๆ

 

ได้ที่....

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Lonely Planet I : alone in Okayama

posted on 22 Jun 2010 15:23 by getsuyoubi in Journey, photo

 

 

 

 

มองซ้าย

 

มองขวา

 

 

=  =

 

 

มาแว้วคับ แหะ ๆ

 

 

ยังมีชีวิตอยู่คร่ะ สบายดีด้วยคับ ขอบคุณที่เป็นห่วง (ใครห่วง? กรั่กก)

 

บับว่า....

 

ไปหลงอยู่ในทวิตเตอร์ กร๊ากกกกกกกกกกกก

ว่าแร้ววว ว่าไ่ม่ควรเริ่ม -  -"

แต่แหมม..นะ มันโฮกได้เรียลไทม์ดี เหมือนรีลีสเพรชเชอร์ได้เรื่อย ๆ

เลยไม่เหลืออะไรจะมาเวิ่นเว้อในบล็อก กรั่กกก

 

 

 

พรีวิวไ้ว้ตั้งนานนน.....น(จนลืม -  -")

งั้นไม่พูดพล่ามทำเพลง

 

ไปเที่ยวกันดีกว่าฮับ!! 

 

แบกเป้

สะพายกล้อง

ท่องโลกกกกก....ก !!

 

 

 

 

          อย่างที่เคยบอกไปตั้งน้าน..นานมาแล้ว ว่าทริปนี้เป็นครั้งแรก ที่อิปร้าริอ่านเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวคร่ะ ก้อ...ต้อง white lie เล็กน้อย  กราบขออภัยบิดามารดาและพี่ชายมา ณ ที่นี้ แต่เค้าคิดว่าเค้าดูแลตัวเองได้ และไม่อยากให้เป็นห่วง (ไม่อยากกวนอปป้าให้ต้องไปเป็นเื่พื่อนด้วยฮับ) (อย่างไรก้อตาม ที่บ้านไม่มีใครรู้จักบล็อกนี้ ชีวีอิปร้ายังปลอดภัย กร๊ากกกกก ไม่งั้นเคอร์ฟิวตลอดชีพแน่ -  -)

         เนื่องจากเป็นญี่ปุ่น อิปร้าก้อเลยกล้าเดินทางคนเดียวคร่ะ เพราะที่นี่เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูง อย่างไรก้อตาม ไม่ได้ 100% นะคระ บางแอเรียในบางเมือง ก้อเป็นที่ ๆ ควรระวัง แต่เราก้อคิดว่ารู้จักที่ ๆ เราจะไปดีพอ และรู้ว่าเราไม่ได้เดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง (อย่างย่านคาบูกิโจในโตเกียวไรเ้ง้ สาว ๆ ก้อไม่ควรเดินคนเดียวนะคระ) เรียกว่า ถ้าเราศึกษาสถานที่ ๆ เราจะไปอย่างดี ก้อสามารถเดินทางได้โดยปลอดภัย ไร้กังวลคร่ะ (แต่ก้อไม่ควรประมาทนะคระ)  

        ตอนแรกที่คิดว่าจะไป ก้อรู้ว่ามีเวลา 2 วันเต็ม ๆ ที่ต้องเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว เพราะน้อง ๆ จะว่างมาเจอกันก้อเสาร์อาทิตย์นู่น ก้อค้นหาข้อมูลใหญ่ ว่าเราจะเอาเวลาว่างนี้ไปไหนดี ตอนแรกกะจะไปเกียวโตคร่ะ เพราะคราวที่แล้วยังเที่ยวไม่ทั่วเลย ยังมีอีกหลายวัดที่อยากแวะไปชม แถมอยู่ใกล้โอซาก้า ถ้าซื้อพาสสำหรับรถไฟใต้ดิน หรือ kansai surutto pass ราคาพันกว่าบาท ก้อเที่ยวเกียวโต โอซาก้า แถมเลยไปโกเบได้ด้วย น่าสน ๆ

        แต่ระหว่างที่ค้นหาสถานที่ท่องเีที่ยวในเกียวโต ก้อดันไปเปิดเจอเวปของเมืองข้าง ๆ =  = เอาล่ะสิ เริ่มอยากรู้อยากเห็น เพราะเป็นเมืองที่ไม่เคยไป และมีสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจอยู่ด้วย เลยต้องนั่งตีลังกาคิดอีกรอบ เพราะถ้าจะไปเมืองนั้น มันอยู่นอกเขตคันไซ ข้ามไปเขตชุโกขุข้าง ๆ นู่นน จะเดินทางไปก้อควรจะนั่งชินคันเซ็นเพื่อประหยัดเวลา เอาล่ะสิ งบบานปลายแน่ ๆ  -  -" 

        หลังจากนั่งตีลังกาคิดไปสามสิบตลบ ก้อตกลงว่า....จะไปที่แห่งใหม่นี่ล่ะคร่ะ ชอบไปที่ ๆ ไม่เคยไปอ่ะ และก้อคิดว่า ยังไงซะ น่าจะได้กลับมาเกียวโตอีก ถ้าไปเกียวโตรอบสอง ก้ออยากจะลองไปในช่วงพีคบ้าง เช่น ไม่ช่วงซากุระ ก้อช่วงโมมิจิหรือใบไม้เปลี่ยนสี เพราะคราวที่แล้วไปช่วงเดียวกันนี้ คือฤดูร้อน ซึ่งไม่ใช่ช่วงที่สวยที่สุดของเกียวโตคร่ะ อีกอย่างนึง คือเมืองที่เราจะไป ไม่ใช่เมืองยอดนิยม ออกแนวว่า ถ้ามากับเื่พื่อน ๆ ก้อคงไม่มีใครสนใจอยากเที่ยว กร๊ากกกกกกกก เพราะฉะนั้น เราก้อถือโอกาสที่เรามาคนเดียว ไปเที่ยวชมสถานที่ ๆ ชาวบ้านเค้าไม่ค่อยไปกันละกันเนอะ   

สรุป คอนเซปท์ของทริปนี้ ก้อคือ ไปใน ๆ ที่ ๆ คนอื่นไม่ค่อยไปกัน

ส่วนคอนเซปท์ของการถ่ายภาพ คือ "กินลม ชมสะพาน" คร่ะ  

เที่ยวอย่างมีเป้าหมาย ฟังดูดีเนอะ 555+

 

เอาล่ะ เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ก่อนออกเดินทาง นอกจากจองตั๋วบิน อีกอย่างนึงที่ต้องจองก้อคือ Sanyo area pass คร่ะ ซึ่งใช้ขึ้นรถไฟของบริษัท JR West สาย sanyo ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่โอซาก้า ไปจนถึงฮาคาตะ สุดเกาะฮอนชูนู่นนน...น ปร้าเลือกแบบ 4 วัน สนนราคา 20,000 เยน หรือประมาณ 7,000 บาทคร่ะ ฟังดูเหมือนแพง แต่แค่นั่งรถไฟสายฮารุกะ ซึ่งเป็น limited express จากสนามบินคันไซ ไป-กลับ และก้อชินคันเซ็นไปกลับจากโอซาก้าไปเมืองโอกายาม่าที่ตั้งใจไป ก้อคุ้มค่าพาสแล้วคร่ะ ที่สำคัญ เจ้า pass อันนี้ สามารถนั่งรถไฟชินคันเซ็นโนโซมิ หรือเจ้า series 500 ซึ่งถือว่าเป็นชินคันเซ็นที่เร็วที่สุด ณ ขณะนี้ได้อีกด้วยคร่ะ  อยากลอง ๆๆ ( JR rail pass ที่นั่งได้ทั่วประเทศจะนั่งเจ้าโนโซมินี่ไม่ได้นะฮับ)

(งบบานจิงจัง จากซุรุตโตะพาส 3500 เยน กลายเป็นซันโยแอเีรียพาสได้ กร๊ากกก ฝีมือ ๆๆ)

ก่อนไปก้อต้องวางแผนท่องเที่ยว หาข้อมูลของเมืองที่จะไปคร่ะ

เป้าหมายวันแรกของปร้า คือเมืองโอกายาม่าในเขตชุโกขุที่อยู่ติดกับเขตคันไซคร่ะ

  

 

       ปกติเวลาเตรียมทริป ก้อจะดูสถานที่ ๆ จะไป หาแม็พอะไรไว้พอควร แต่ครั้งนี้ต้องบอกว่า แพลนทริปอย่างละิเอียดกว่าที่เคยมาก เนื่องจากไปคนเดียว อยากจะไปแบบสมูธคร่ะ เพราะติดขัดอะไรอาจหายนะ กรั่กกก แผนที่ของทุกที่เลยหาอย่างละเอียด จนไปถึงตารางเดินรถไฟเลยทีเดียว ว่าจากสถานีนี้ไปสถานีนั้น มีรถไฟกี่โมงบ้าง เราแพลนจะไปขบวนไหน เร็วช้ากว่านั้นมีกี่โมงบ้าง อะไรแบบนี้เป็นต้น

ซึ่งไม่ต้องห่วงเลยค่ะ สำหรับตารางเดินรถไฟในญี่ปุ่น ทุกขบวน ทุกบริษัท มีให้เราค้นหาได้ด้วยตัวเอง ใส่วัน และเวลา(เลือกได้ด้วย ว่าเป็นเวลาออกเดินทาง หรือเป็นเวลาถึงปลายทาง) และสถานีต้นและปลายทางเข้าไป ทุกอย่างจะออกมาในพริบตา >.< ทั้งเวลารถไฟออก ระยะเวลาที่ใช้ ราคาค่าโดยสาร ต้องต่อกี่สาย ๆ สุโก้ยยยยย

เวปนี้เรยฮับ เผื่อใครอยากจะแพลนทริปเองบ้าง http://www.hyperdia.com/en/ 

 

แต่อุปสรรคก้อมีตั้งแต่วางแพลน บางที่ ๆ ที่จะไปก้อหาข้อมูลเป็นภาษาปะกิดลำบากจังแฮะ (สงสัยต่างชาติไม่ค่อยไปกัน กรั่กก) อย่างบางที่ต้องนั่งรถบัสเท่านั้น ก้อหาตารางรถยากมาก อุตส่าห์ขุดไปเจอเวปบริษัทรถบัส แต่ก้อดันมีแต่ภาษายุ่น อ่านไม่ออก -  -" ก้อต้องไปลุยเอาดาบหน้าล่ะคร่ะ

แผนที่ก้อต้องใช้แผนที่ภาษายุ่น (แร้วจะไปถึงมั้ย =  =) 

 

 

เอา่ล่ะ ได้เวลาเหินฟ้าา......

ทริปแรกที่ได้ใช้บริการสนามบินคันไซคร่ะ

ทัศนียภาพตอนแลนดิ้ง แปลกหูแปลกตากว่านาริตะเยอะเลย เห็นเป็นเทือกเขาสูง ๆ ล้อมรอบด้วยทะเล ตอนจะถึงรันเวย์ ยังกะจะแลนดิ้งลงในทะเลแน่ะ 55+

 

แลนดิ้งปั๊บ ผ่านอิมมิเกรทแบบชิว ๆ ก้อไปแลกเ้จ้าบัตรเบ่งใบนี้

 

สำหรับ 4 วัน แต่เมน ๆ ก้อแค่วันแรกกับวันสุดท้ายที่ท่องเที่ยวนี่ล่ะคร่ะ

 

จากสนามบินคันไซ ก้อใช้เจ้าพาสนี่ นั่ง haruka airport limtied  express ไปที่สถานีชินโอซาก้าอย่างว่อง

 

ต้องบอกว่า ทุกอย่างมันเร็วกว่าที่วางแพลนไว้หมดเรยคร่ะ อาจจะเพราะไฟลท์ปร้า มีแต่คนยุ่น ต่างชาติไม่กี่คน เลยผ่านเข้าเมืองอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่า early กว่าแพลนไปประมาณ 2 ชั่วโมงเลยทีเดียว

ใช้เวลาประมาณ 50 นาทีก้อถึงสถานีชินโอซาก้า (ตอนนั่งรถผ่านเจ้าทาโกะยากิโดมด้วย แอบตื่นเต้นนน  ) เอากระเป๋าใบเบ้งใส่ล็อกเก้อที่สถานีไว้ก่อน ยังไม่แวะโรงแรม (ประหยัดเวลาสุด ๆ ) แล้วก้อกระโดดขึ้นชินคันเซ็นมุ่งหน้าสู่....

โอกายาม่า!!

 

 

อ๊ะ ๆ แวะโด๊ปก่อน ๆๆ แก้คิดถึงดั้ว  >.< 

 

 

โอกายาม่าเป็นจังหวัดในเชตชุโกขุคร่ะ มีสถานที่น่าสนใจหลายแห่งเลยทีเดียว แต่อาจจะไม่คุ้นหูกันมากนัก เพราะเท่าที่อ่าน ๆ ดู ดูเหมือนจะเป็นเมืองทางผ่านซะมากกว่า คือคนจะแวะเที่ยว ระหว่างเดินทางจากโอซาก้าไปฮิโรชิม่าซึ่งมีชื่อเสียงกว่าอ่ะคร่ะ  

แต่เราจะยังไม่ตะลุยตัวจังหวัดโอกายาม่าคร่ะ จะเลยไปเมืองข้าง ๆ ก่อน 

ที่แรกที่อิปร้าไปก้อคือ เมืองคุราชิกิ ซึ่งต้องนั่งรถไฟเจอาร์จากสถานีโอกายาม่าไปอีก 15 นาทีคร่ะ 

ที่เมืองนี้เราจะได้เห็นรูปแบบเมืองในสมัยเอโดะแท้ ๆ และคลองสวย ๆ ที่อนุรักษ์ไว้ ตั้งแต่สมัยที่เมืองนี้ยังเป็นศูนย์กลางการค้าข้าวในสมัยเอโดะคร่ะ

เดินออกจากสถานีก้อตรงไปตามแผนที่ แต่แหมมม...ไอ้ 5 นาทียุ่นเนี่ย มันพอ ๆ กะ 5 นาทีแม้วเรยนะ กร๊ากกกก (อิปร้าูใช้เวลา 3 เท่าจากในแม็พบอกตร่อด =  =) 

ปากทางเข้าเขตอนุรักษ์ มีร้านค้าหน้าตาเอโด๊ะ..เอโดะ

 

คาเฟ่แบบตะวันตก ปกคลุมไปด้วยเถาไอวี่

 

โอฮาระ มิวเซียม

 

อีกมุมนึง

 

อาคารบ้านเรือน กับต้นหลิวริมน้ำ >.<

 

 อยากให้ได้บรรยากาศ ต้องลงเรือด้วยฮับ

(แต่ลงคนเดียวก้อกระไร ดูคนอื่นเอาแล้วกัน - -)

 

จริง ๆ กะว่าวันนี้ตั้งใจมาเจอฝนนะเนี่ย เพราะตอนดูพยากรณ์อากาศก่อนมา มีโอกาสเจอฝนได้ กะว่าบรรยากาศริมคลอง และก้อต้นหลิว มันต้องเหมาะกับตอนฝนตกแน่ ๆ 

แต่พอมาจริง ๆ แดดเปรี้ยงงง... =  =

(แต่พอวันสุดท้าย อยากให้แดดเปรี้ยงง ฝนก้อดันตก เอากะเค้าจิ งึ่ยย)

 

วันนั้นโชคดี เจอคู่นี้พอดี >.<

เหมือนหลุดไปอยุ่ในสมัยเอโดะ  แต่....อิด ๆๆๆ >.<

 

 จริง ๆ แถวนั้นมีพิพิธภัณฑ์ให้เดินชมมากมายคร่ะ ของที่ระลึกน่ารัก ๆ เต็มเลย แต่อิปร้าก้อไม่ได้แวะ เพราะอยากประหยัดเวลา ยังมีอีกหลายที่ ๆ ที่ต้องไป เลยต้องทำเวลาหน่อยคร่ะ

ออกจากย่านอนุรักษ์ ก้อเดินกลับสถานีเจอาร์คุราชิกิ

เก็บภาพฝาท่อซะหน่อย

ที่ยุ่นเนี่ย แ้ม้แต่ฝาปิดท่อระบายน้ำยังเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละเมืองเรยนะคระ

 

นั่งรถไฟย้อนกลับไปที่สถานีโอกายาม่า แวะหม่ำมื้อเที่ยงหน่อย

 

โทโรโร่โซบะ เส้นเหนียวนุ่มฮับ

 

จากนั้นก้อมุ่งหน้าสู่ศาลเจ้าคิบิทซึ ซึ่งต้องนั่งรถไฟจากสถานีโอกายาม่าไปอีกประมาณ 25 นาทีคร่ะ

พูดถึงที่คิบิทซึ รู้สึกว่าจะยิ่งไม่คุ้นหูคนไทยเข้าไปใหญ่ ลอง ๆ หาดูในเน็ท แทบไม่เห็นว่ามีใครเคยไปเยี่ยมเยือนเรยแฮะ ไอ้เราก้อสะดุดตอนท่องเวปการท่องเที่ยวของยุ่น ว่าแต่...อิปร้าจะไปทำอะไรล่ะนั่น

ศาลเจ้าคิบิทซึ หรือ kibitsu jinja (shrine) อยู่ในเขตคิบิ เมืองโอกายาม่า ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกของชาติ นอกจากจะมีสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของยุคกลาง ศาลเจ้าแห่งนี้ยังถูกสร้างเพื่ออุทิศให้กับ O-kibitsuhiko-no-mikoto เจ้าชายผู้เป็นต้นแบบของโมโมทาโร่ ตัวละครในตำนานทีุ่ทุกคนรู้จักดีอีกด้วย  

ได้แผนที่มาจากเวปยุ่น

เป็นแผนที่"คุณหลอกดาว"อีกแล้ว กร๊ากกกกกกกกกกกกก ในภาพตัวศาลเจ้าอยู่ใกล้สถานีรถไฟมั่ก ๆ บอกเดิน 5 นาทีถึง แต่...

เป็น 5 นาทีแม้ว  

เดินออกจากสถานีไปตามทางเดิน แล้วก้อเลี้ยวตามแผนที่ปั๊บ ก้อ...

. . . . . 

 

อึ้งง....ง

ศาลเจ้าอยู่บนเขาที่เห็นอยู่ลิิบ ๆ นั่นล่ะคร่าาาา ป้าดดดดดดดด สาบานว่าในแม็พ ทางเดินที่เห็นนั่น เธอวาดสั้นมากกกกกก

เห็นปุ๊บ ใส่เกียร์หมาวิ่ง ทีต้องรีบเพราะ สถานีรถไฟคิบิทซึเนี่ยย จะมีรถไฟกลับเข้าโอกายาม่าแค่ชั่วโมงละ 1 ขบวนเท่าน้านนนน (เพิ่งรู้ตอนมาเห็นตารางรถไฟที่สถานีนี่แหละ -  -) และตอนที่ปร้าไปถึง เหลือเวลาอีก 45 นาทีโอนลี่ โฮก ๆๆๆ

วิ่งไปถึงเจอกับรถทัวร์คณะทัวร์หมื่นปี กรั่กกก มีแต่คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยาย -  -" รีบชิงปีนกะไดขึ้นไปก่อน

 

 แวะคำนับเทพเจ้าเล็กน้อย

 

ตัวศาลที่ถูกจดทะเบียนเป็นสมบัติแห่งชาติฮับ

 

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ดั้นด้นมา

คือทางเดินแห่งนี้ 

ระเบียงทางเดินอายุหลายร้อยปี ความยาวร่วม 400 เมตร

เหมือนไม่มีอะไร แต่ทำไมไม่รู้ อิปร้าอยากมาเห็นมากกกกกกกกก 

ทางเดินยาว ๆ ที่ลาดลงไปจากเนินเขา โฮกก เป็นมุมที่อยากเก็บภาพมั่ก ๆ >.< 

 

เก็บภาพทั้งด้านในด้านนอก

 

 

อยากจะอยู่ละเลียดนาน ๆ งืออ....

แต่ไม่อยากรอรถไฟขบวนถัดไปอ่ะคร่ะ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องดู

(วันนี้นี่มัน ชะโงกทัวร์ชัด ๆ กร๊ากกกกกกกกกกกก -  -)

ขากลับเพิ่งได้มีโอกาสพินิจพิจารณาทางที่ผ่านมา

ฝาปิดท่อระบายน้ำ เป็นรูปโมโมทาโร่ด้วย   (ว่าแต่...โมโมทาโร่ดับเพลิง ?? รึมันไม่ใช่ท่อระบายน้ำ กรั่กก)

 

วิ่งไป ชมวิวไป แล้วก้อรู้สึกว่า......

คิบิทซึนี่......ตจว.ที่สุดที่เคยแวะไปเรยนะนี่  

มีแต่ทุ่งนาและภูเขา 

ดูสถานีเจอาร์เค้าซะก่อน ปร้าเห็นยังอึ้ง กรั่กกกกกก เป็นสถานีเจอาร์ที่เล็กที่สุดที่เคยไปใช้บริการเรยคร่ะ (เล็กกว่าที่โอชิจูกุอีก) 

ไม่มีแม้แต่นายสถานีฮับ ใช้กดตู้อัตโนมัติเอา

 

ต้องข้ามทางรถไฟไปรอรถที่ชานชาลาฝั่งตรงข้าม

  

ได้บรรยากาศย้อนยุคดีเนอะ   

 

เขตคิบินี่ มีอีกหลายแห่งที่น่าไปดู ถ้านั่งรถไฟต่อไป จะไปสถานที่อีกหลายแห่งที่อ้างอิงถึงตำนานโมโมทาโร่ เช่นยอดเขาที่ปีศาจ(ในเรื่อง)อาศัยอยู่ เป็นต้น แต่เวลาปร้าไม่มีแฮะ แง้ววว 

 

จากนั้นก้อนั่งรถไฟกลับเข้าสู่ตัวจังหวัดโอกายาม่าคร่ะ สถานที่ที่ไม่สามารถจะพลาดได้เรยเมื่อมาถึงโอกายาม่า ก้อคือที่นี่คร่ะ

Okayama korakuen

 

จากสถานีโอกายาม่า จะนั่งรถบัส หรือรถ tram ก้อได้คร่ะ (พาหนะทั้งสอง พาไปลงคนละประตูกัน) อิปร้าเลือกนั่งรถบัส เพราะไม่ต้องเดิน ลงปั๊บหน้าประตูสวนเลยคร่ะ

 

โอกายาม่า โคราคุเอ็น เป็นสวนแบบ landscape ที่มีสวยงามติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นเลยทีเดียว (อีกสองแห่งคือKanazawa kenrokuen กับ Mito kairakuen)

เดี๋ยวลองเข้าไปดูซิ ว่าสวยงามสมคำร่ำลือรึเปล่า

เดินเข้าเซนทรัลเกท จะใกล้กับกรงที่เลี้ยงเจ้านกฝูงนี้อยู่

 

นกกระเรียนคร่ะ

เพิ่งจะเคยเห็นตัวเป็น ๆ หน้าตาสวยงามเหมือนในภาพวาดเรยแฮะ 

 

ในวันขึ้นปีใหม่ของทุกปี ทางสวนจะปล่อยให้นกกระเรียนที่เลี้ยงไว้ ออกมาเดินเล่นโชว์ความงามในสวนด้วยคร่ะ (พูดแล้วก้ออยากเห็น >.<)

วันนั้นแดดจัด (เปรี้ยง...เรยทีเดว) ฟ้าใสมั่กก 

แต่สวนเค้าสวยจริงอะไรจริง เดินชมได้เพลินไม่กลัวแดดเรยทีเดียวคร่ะ

เห็นปราสาทโอกายา่ม่าอยู่ลิบ ๆ

 

ในน้ำมีปลา(คาร์พตัวโตวววว...ว)

 

ฤดูร้อนของญี่ปุ่น

ก้อต้อง....ดอกไอริสสิคระ  

 

ได้บรรยากาศ

 

เดินขึ้นเนินไปชมภาพมุมสูงบ้าง

ถึงจะแดดจัด แต่มีคนมาชมสวนกันไม่ขาดสาย 

ใบโมมิจิ ถ้าเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสี คงเป็นสีแดงสวยงามทีเดียว

เป็นสวนที่จัดได้สวยงาม สมคำร่ำลือจริง ๆ คร่ะ

 

จบจากการชมสวน ก้อเดินออกมาทางประตูทิศใต้

 

เจอกับปราสาทโอกายาม่าริมน้ำคร่ะ  

 

จากประตูทิศใต้ จะเดินออกไปถนนใหญ่ แล้วสามารถนั่งรถ tram กลับเข้าสถานีโอกายาม่าได้คร่ะ แต่...อิปร้าขาลาก เดินไม่ไหว เรียกแท็กซี่ละกัน (เปลืองดี 55+) ต้องทำเวลาด้วยอ่ะฮับ ยังมีเป้าหมายสำคัญรออยู่ >.<

จากสถานีโอกายาม่า ก้อนั่งรถไฟสาย marine liner มุ่งลงใต้ ไปที่สถานีโคจิม่าคร่ะ

พอไปถึงสถานีโคจิม่า ก้อมองหารถบัสที่จะพาเราขึ้นสู่ washuzan หรือยอดเขาวะชู (ไอ้ที่พยายามหาตารางรถนั่นแล)

ตอนปร้าไปถึงสถานีก้อ 5 โมงเย็นแระ สอบถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่า รถบัสเที่ยวต่อไปคือ 17.30 น. และเป็นรถบัสเที่ยวสุดท้าย O_o

หมายความว่า ถ้าอิปร้านั่งบัสคันนั้นขึ้นไป ก้อจะไม่มีบัสกลับลงมาคร่ะ (คือนั่งขึ้นไป นั่งลงมาเรยก้อได้นะ แต่ไม่ต้องชมวิว -  -") ไอ้เราก้อแบบ...โฮกกกกกก มาจนถึงเมืองนี้แล้ว จะไม่ขึ้นเขาไปชมวิวที่อยากเห็นได้ยังง้ายยยยยยยยย  

หน้าคงจ๋อยจนสัมผัสได้ 555+  คุณเจ้าหน้าที่เรยแนะนำว่า งั้นนั่งแท็กซี่ขึ้่นไปเลยดีมั้ยคระ ชมวิวเสร็จ ก้อรอนั่งเจ้ารสบัสเที่ยวสุดท้ายกลับลงมา บัสออกจากสถานี 17.30 จะไปถึีงยอดเขาวะชูตอน 17.58 คร่ะ

โฮ่วววววววววว กุ๊ดไอเดีย  

อิปร้าก้อเรยกระโดดขึ้นแท็กซี่(อีกแร้ว) ุมุ่งหน้าสู่ยอดเข้าวะชูอย่างว่องคร่ะ

ระหว่างทาง คุณลุงก้อพยายามบอกว่า เนี่ยย รถบัสไม่มีแร้วนา ให้ลุงรอรับกลับเรยป่าวว เราก้อแบบ ไม่ ๆๆ จนท.ที่สถานีบอกว่าเหลืออีกคัน ก้อเถียงกันเป็นยุ่นปนภาษาใบ้ กรั่กกกก

พอไปถึงยอดวะชู คุณลุงก้อแสนดี วนรถไปที่ป้ายรถบัส เพื่อจะเ็ช็คให้ว่าเราจะมีรถกลับลงไปรึเปล่า คุณลุงดูแล้วก้อมีบัสลงจากยอดเขาตอน 17.58 (ตามที่จนท.บอกเป๊ะ >.<) แกก้อเลยสบายใจ ยอมปล่อยเราลงจากรถ กร๊ากกกกกกกก

คุณลุงน่ารักและใจดีมาก ขอบคุณมากมายนะคร้า โดโม่ะ.....>.<

(คือไม่ให้คุณลุงรอเนี่ย ไม่ใช่ไรคร่ะ อิปร้างกน่ะ กร๊ากกกกก ก้อรถแท็กกุซี่คุณลุง ขาเดียว ยังไม่ทันกลับ ปาไป 1500 เยน  นั่งรถบัสแค่ 240 เยนเองง่ะ งุงิ)  

 

และแล้วก้อมาถึงวะชูซัง ที่ ๆ อิปร้าจะสามารถชมวิวนี้ได้ฮับ

 

Seto-Ohashi Bridge!!

 

 

สะพานเซโตะ โอฮาิชิ เป็นสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาที่ใช้เวลาสร้างถึง 10 ปีด้วยกันคร่ะ เป็น 1 ใน 3 สะพานที่เชื่อมเกาะฮอนชู (เกาะใหญ่ที่สุดของยุ่น) เข้ากับเกาะชิโคขุ ระยะทางร่วม 13 กิโลเมตร และเป็นการเืชื่อมเกาะเล็ก ๆ 5 เกาะในทะเลใน(ทะเลเซโตะ)ของญี่ปุ่นเข้าด้วยกัน เป็นสะพานที่วิ่งได้ทั้งรถยนตร์และรถไฟด้วยนะ และด้วยความยาวขนาดนี้ จึงได้ชื่อว่าเป็นสะพานรถยนต์-รถไฟ ที่ยาวที่สุดในโลกด้วยค่ะ  

ระยะทางท้งหมดนั้น ประกอบขึ้นจากสะพานรูปแบบต่าง ๆ จำนวน 6 สะพานด้วยกัน ทั้งสะพานแขวน สะพานเคเบิ้ล บลา ๆๆ เรียกได้ว่าใช้มันทุกเทคโนโลยีเลยล่ะคร่ะ

วิวบนนั้นสวยมากกกกกกกกกกก....ก

ไม่เสียใจที่ดั้นด้นตะกายเขาขึ้นมา

ชอบที่มีเกาะแก่งมากมาย และเกาะเหล่านั้นก้อซ้อนเหลื่อมกัน เห็นเป็นสีฟ้าเข้ม ฟ้าอ่อน เหมือนภาพระบายสีน้ำเรยล่ะคร่ะ  

 

ถ่ายภาพมาสวยไม่ได้ครึ่งของของจริง

 

ถ้าตอนกลางคืน มีงานแสดงแสงสีคงสวยงามมากกก (งานจะมีช่วงเดือนสิงหาคมคร่ะ เค้าจะเปิดไฟสวย ๆ ให้สะพานด้วยล่ะ อยากเห็นนนนนนนน)

 

อยากจะมีเวลามากกว่านี้ แต่ต้องรีบวิ่งลงไปที่ป้ายรถบัสแร้วฮับ 

วิ่งลงจากยอดเขาลงไปรอรถที่ป้ายรถบัส ตอนนั่งรอนี่ ใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ คือตอนนั้นใกล้จะ 6 โมงเย็น เหลือคนบนนั้นมีแค่อิปร้าคนเดียว กร๊ากกกกกกก  

รอบ ๆ ตัวก้อแดดร่ม ลมตก เงียบเหงาดีพิลึก รอไปก้อแบบ...เอ รถจะมาป่าวหว่า ไม่เห็นมีคน แอบเครียดดด....ด ต้องโทรไประบายกะด๊อกเตอร์เน (ที่กำลังจะนั่งรถไฟมาโอซาก้า) ประมาณว่า...ถ้าไม่เห็นพี่ที่โอซาก้า ก้อช่วยบอกคุณตำรวจให้หารถมารับพี่บนยอดเขาลูกนี้ด้วยนะ กรั่กกกกก 

เดินเล่นเตะลมไปมา 6 โมงแร้วน้าาาาาาาาาา รถบัสไปหนายยยยยยยยยยยย  ตอนนั้นเริ่มงัดแผนที่ เห็นโรงแรมแว้บ ๆ อยู่ตรงไหนหว่า 555+ คือบนนั้นมีโรงแรมนะคระ แต่ก้ออยู่ห่างจากจุดชมวิวพอสมควร ไม่แน่ใจว่าเดินไปทางไหนยังไง 

แต่นั่นล่ะคร่ะ ญี่ปุ่น พูดคำไหนคำนั้น ต่อให้ไม่มีคน รถก้อต้องวิ่งล่ะ 

และแล้ว รถบัสก้อมารับอิปร้าลงจากเขา ก่อนที่คนแกร่น้ำตาจะไหล  

 

จริง ๆ แอบดูตารางรถไฟที่จะวิ่งจากโคจิม่า ข้ามเจ้าเซโตะโอฮาชิ ไปสู่เกาะชิโคขุไว้ด้วย แบบว่า..อยากลองง เห็นด้วยตา แล้วก้ออยากจะลองสัมผัสดูซักที

แต่เวลาไม่อำนวยคร่ะ เพราะกะว่ายังไงคืนนี้จะต้องไปเคียวเซร่าโดมให้ได้ ถ้านั่งรถข้ามไป กว่าจะข้ามกลับ ไหนจะชินคันเซ็นเข้าโอซาก้าอีก มันจะไม่ทันการณ์

เลยต้องตัดใจ T  T

ไว้มีโอกาสเมื่อไหร่ จะต้องมาลองนั่งรถข้ามสะพานสุดอลังการอันนี้ให้ด้ายยยยย !!  

 

ก้อเลยนั่งรถกลับเข้าโอกายาม่า รอชินคันเซ็นที่จองไว้ตั้งแต่ตอนบ่าย มุ่งหน้าสู่สถานีชินโอซาก้าฮับ

 

เจอกับด็อกกุต้าเนและเพื่อนของน้อง แวะหม่ำคาเรสไตล์อินเดีย ที่ร้านอินโดคลับในสถานีนั่นแล (ยุ่นเีรียกอินเดีย ว่าอินโดฮับ)

 

คาเรผัก รสออกหวาน อร่อยทีเดียวคร่ะ (ด็อกกุต้าติดใจมากกกกก โฮะ)

จะว่าไป สองมื้อนี่ ไม่มีโปรตีนเป็นชิ้นเป็นอันเรยแฮะ กรั่กกก

 

เอาของเข้าไปเก็บที่โรงแรมใกล้ ๆ สถานี โรงแรมนี้ นุ้งสาวคนกลางหาให้ สะดวกสบายทีเดียวเรยคร่ะ (แทงคะยูน้องร้ากกกก เมื่อไหร่เปิดบอสัดทัวร์ซักทีอ่ะ หาอะไรพวกนี้เก่งชะมัด 55+)

 

จากนั้นอิปร้ากะนุ้งด็อกกุต้า ก้อจูงมือกันไปฟังนุ้งแจกะนุ้งเซียะรีเฮอร์เซิล(โดยบังเอิญ) ที่เคียวเซร่าโดม ตามที่เคยเล่าไปนั่นล่ะคร่ะ

 

ขากลับก้อ...ลงซับเวย์ผิดบริษัท กร๊ากกกกกกกกกก  แต่ก้อนะ ซับเวย์โอซาก้าเนี่ยย สับสนยิ่งกว่าโตเกียวอีกคร่ะ หลายบอสัดเกิ๊นนนนน ขึ้นผิด ลงผิดมันทุกวัน   

 

สถานีนี้ เป็นของเรา เหอ ๆๆ กลับโรงแรมด้วยรถไฟขบวนสุดท้ายเรยทีเดว กร๊ากกกกกกกก

  

 

 

 

        เป็นทริปที่สนุกสนานมาก ๆๆ ไม่น่าเชื่อ ว่าเวลาแค่ 1 วัน อิปร้าจะไปเห็นอะไรได้หลากหลายมากมายขนาดนี้  อาจจะเป็นเพราะเดินทางคนเดียวด้วยมั้งคระ เลยเมเนจเวลาได้ง่ายมั่ก ๆ และก้อเตรียมตัวมาค่อนข้างดี ทุกอย่างเลยเป็นไปตามแพลน

ท่องเที่ยวคนเดียว ก้อสนุกไปอีกแบบนะคระ ยิ่งถ้าเป็นคนที่ชอบถ่ายภาพ ยิ่งเดินทางคนเดียวได้สบาย ๆ เพราะเราจะไม่รู้สึกเหงาเท่าไหร่ ออกแนว..เล็งหามุมถ่ายภาพอยู่ตลอดเวลา 55+ ไม่สนใจชาวบ้านชาวเมืองเค้าอ่ะ ว่างั้น  

 

จบวันไปอย่างเหน็ดเหนื่อย แต่สนุกสนานมากกก.....ก 

ยังมีอีกวัน กับ Lonely Planet วันสุดท้าย

ไว้มาเที่ยวด้วยกันอีกเน้~

 

 

 

 

 

พีเอ็ดสึ  ว่าจะโฮกโฟโต้บุ๊คลูก ๆ ทั้งสอง แต่รูปล้นบล็อกแร้วแฮะ 55+

ไว้เอนทรี่.....อ่า...นู้นนนน ละกันนะคร้าา

 

พีเอ็ดสึสองง  ตอนนี้ มีแต่ด็อกกุต้าเน ที่เข้าใจความรู้สึกของปร้า  คุยกันรู้เรื่องอยู่สองคน งุงิ

 

พีเอ็ดสึสามมม  หาตัวไม่เจอ ตามหาได้ในทวิตเตอร์ กรั่กกกก

 

พีเอ็ดสึสี่  อยากตามออนนี่ไปหาชาบงกุน >.< 

 

 

 

 

ของฝากฮับ >.<

click! 

 

 

 

 

อันยองง~ 

เก็บตก JYJ Trip : For Jejung (and yunjae)

posted on 09 Jun 2010 12:33 by getsuyoubi in Journey

 

 

 

 

มาัสั้น ๆ ก่อนจะอัพยาว ๆ

 

 

 

กลับมาแล้วค้าบบบบบบบบบบบบบบบบ  

 

 

แลนดิ้งเมื่อวานตอนตี 4 -  -

ขากลับมาอย่างสบาย ทั้งไฟลท์มีไ่ม่ถึง 50 คนมั้ง  (ไม่มีใครเดินทางมาไทยแร้วหรือไร)

อิปร้าเรยเหมา 3 ซีทติดกัน นอนยาว อร่อยไปเรย กรั่กก

 

แลนดิ้งปั๊บ เปิดโทรศัพท์

เมสเสจก้อโผล่วเรยทีเดยว

 

....

 

 

.......

 

 

โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกก

นี่จะไม่ให้ได้หยุดได้หย่อนกันเรยรึคระลูกกกกกกก

 

เท้าเพิ่งแตระพื้น

ก้อได้เวลาเตรียมทริปใหม่อีกแระ กร๊ากกกกกกกก  

 

 

ดีใจโฮก ๆๆๆๆ ที่ลูกชายมีงาน  

แถมเป็นบทชายชินที่เราชื่นชอบ โฮก ๆๆ โหล่วววววว.....ว เหมาะกับอิหมีมว๊ากกกกกกกก   

ยังเคยเม้ากะน้อง ๆ ว่าอิหมีอ่ะ เหมาะจะเล่นละครเวทีนะ

เพราะตอนนี้ แอ็คติ้งของเค้ามันล้นนิด ๆ เกินหน่อย ๆ 

สำหรับละครทีวีมันอาจจะมากไป แต่กับละครเวทีที่ต้องส่งแอ็คติ้งออกไปให้ทั่วถึง มันน่าจะพอดี

แล้ว...

ลูกก้อได้เล่นจิง ๆ  

เป็นมิวสิคอล ก้อน่าหนักใจนิด ๆ แต่เสียงอิหมีเวลาร้องแบบใส่พลังเต็มที่ มันจะเพราะกว่าร้องแบบปกติ เสียงมันจะได้แทร็คพอดี ไม่บี้แบน น่าจะทำออกมาได้ดี 

สรุปว่าต้องรอดู

ลูกเราอาจจะเหมาะกับมิวสิคอลก้อได้เน้~  

 

ว่าแต่....

 

ทำยังไงจะเอาตัวเข้าไปในฮอลล์เล็ก ๆ นั่นได้

 

และ...

 

จะเอาวันลามาจากไหน

จะบอกที่บ้านว่ายังไง

 

โฮกกกกกกกกกกกก

เครียดดดดดดดดดดดดดดด

 

 

 

 

ไม่เป็นไร ๆๆ

ค่อย ๆ คิด

ค่อย ๆ ทำไป

 

ยังไงก้อต้องไปหาลูกให้ด้ายยยยยยยยยยยยยยยยยย

ไฮ้ว้เท่งงงงงงง ้   

 

 

 

 

 

วันนี้มาเก็บตกอะไรนิดหน่อย

กับช่วงเวลาการเดินทาง 4 วันที่ผ่านมา

เป็นอะไรที่ยังอิ่มเอมอยู่ในหัวใจ

ความสุขมันยังอวลอยู่รอบตัว  

โดยเฉพาะความรัก...

ความรักที่มีต่อนุ้งแจมันล้นอกมากเลยในตอนนี้  

ยิ่งได้เจอ ก้อยิ่งคิดถึงอ่ะเนอะ

วันที่จะกลับ ก่อนเดินทาง โทรไปร่ำลานุ้งด๊อค

ยังบิ๊วเอเนชั่นกันเรย  (เกือบสำเร็จ ถ้าไม่ได้ข่าวชายยุนซะก่อน กร๊ากกกก ไหนว่าจะไม่ไปไง  )

แถมยุน้องให้ไปโตเกียวโดมต่อด้วย กรั่กกก

แต่นั่นล่ะคร่ะ

เราสองคนคิดเหมือนว่า

"อิ่มนะ"

กับสองวันที่ได้เจอ พีคสุด ๆ ทั้งสองวัน และีพีคกันคนละแบบ

เรยตกลงกันว่า

 

ปีหน้า...เจอกันใหม่นะลูกนะ   

 

 

 

 

อย่างที่บอกมาตลอด ว่าทริปนี้อ่ะ

For Jejung only !!! 

(แต่แอบแถมอิหมีนะ  ) 

 

ช่วงสองวันนั้น ทำอะไร ๆ ก้อมีนุ้งแจอยู่รอบตัวเราไปหมด >///<

 

 

1005605

เริ่มจากวันแรก หลังจบคอน ออกจากโดมมาตัวลอย ๆ ความรู้สึกยังอึงอลตีกันวุ่นไปหมด หิวมากด้วย กรั่กก  ก้อเรยพานุ้งสาวทั้งสองไปหม่ำคาเรยุนแจคร่ะ   ไม่ได้ถ่ายรูปมาเพราะว่ามันก้อคือร้านเดิมที่นุ้งสาวคนโตเคยพาไปหม่ำเมื่อปีที่แล้ว ตอนมาดู secret code ที่โกเบคร่ะ

ครั้งนี้ปร้าก้อปลาทอง แล้วดันไม่ดูแม็พมาก่อน จำได้อย่างเดียวคือ ต้องนั่ง JR ส่งที่ สถานี Fukushima จากนั้นจำอะไรไม่ได้แระ  

แต่ด้วยสัญชาติญาณ (อีกแระ 55+) ก้อพาน้องเดินไปเรื่อย ๆ คุ้น ๆ ว่าต้องเดินไป 4-5 ไฟแดงนี่แหละ เดินไป ก้อไม่ถึงซะที ไม่คุ้นอย่างแรง (คือจำอะไรไม่ได้เรย - -") แต่ในที่สุด เหลือบไปฝัี่งตรงข้าม

ก้อเจอจนได้คร่ะ  

 

พลังแห่งรักนำทาง กร๊ากกกกกกกกกกกกกกก

 

แตร๊บรูปเมื่อครั้งกระนู้นมาลง เพราะรอบนี้ไม่ได้ถ่ายใหม่คร่ะ

 

 

 

สรุปว่า ใครจะไปร้านนี้ ก้อนั่ง JR สาย Osaka loop line แล้วลงที่สถานี Fukushima ออกจากสถานีเดินเลี้ยวซ้าย ข้ามถนนประมาณ 4 แยกไฟแดง จนถึงแยกชื่อ Fukushima 6 ข้ามแยกนี้ไป มองทางขวามือ ก้อจะเห็นร้านคาเรยุนแจคร่ะ

เมนูที่เด็ก ๆ สั่งคือ คาเรธรรมดา ซึ่งปร้าหม่ำไปรอบที่แร้ว แต่รอบนี้ลองหม่ำชีสคาเร โฮกกกกกกกกกกก ละมุนมากกกกกกก อร่อยสุด ๆๆ เรคคอมเมนด์เรยคร่ะ >.< 

 

 

 

 

100606

วันนี้เริ่มต้นวันกันแต่เช้า อย่างที่บอก ตั้งแต่ตอนอยู่ไทย ได้ข่าวว่าหนังลูกจะเข้าที่ยุ่นตอนปลายพ.ค. ก้อดีใจโฮกกกกกก หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องดูให้ได้ อยากเห็นคิมเจจุงใหญ่โฮกกก เต็มจอออ  รอที่ไทยก้อไม่ไหวแระ (แถมอยู่ไทย ไม่ค่อยมีโอกาสได้เข้าโรงหนัง -  -) ก้อเรยหาข้อมูล โรงที่ฉาย เวลาเริ่มฉาย บลา ๆๆ

เรามาเซอร์เวย์ที่โรง cinepop (เครือโทโฮซีเนม่า) ตั้งแต่เมื่อวานคร่ะ อย่างที่บอก แอบเห็นแฟนเด็ก ๆ มากันทั้งนั้นเลย แล้วโรงนี้มันจะเล็ก ๆ หน่อย กลัวเต็ม ก้อเรยจองบัตรไว้ล่วงหน้า เพราะตั้งใจว่าจะดูรอบแรกให้ได เนื่องจากคอนวันนี้เริ่มเร็ว ต้องดูแต่เช้านี่แหละ เวิร์คคค

พอเช้าวันนี้ก้อออกเดินทาง จองไว้รอบ 10.30 น.คร่ะ มาถึงประมาณ 10 โมงง โฮก ๆๆ คนต่อแถวกันเพียบ แฟนเด็ก ๆ ทั้งนั้น (สังเกตถุง)

 

ใบปิดหนังเรื่องนี้ ไม่แจกฟรี แต่ขายคร่ะ -  -

มีหนังแค่สองสามเรื่องที่ขายใบปิดหนัง  ที่เหลือแจกฟรี

ของเค้าดังจิง อะไรจิง >.<

 

ตั๋วหนังของเราสามคน 

(น้องอีกคนที่ไม่ได้จองไว้ ไปต่อแถวอยู่ โชคดีที่ได้ดูนะนี่) 

 

สอยฮ็อทด็อกไปหม่ำเป็นมื้อเช้า แกล้มเจจุง กรั่กกก

แร้วที่นั่นเค้าทำได้แพร็คทิคอลมากกก  ให้มาทั้งถาด ถึงเวลาก้อเอาไปวางไว้กับที่วางแขนได้พอดี

 

แม้แต่ซอสก้อยังสะดวกต่อผู้ใช้ แค่หักครึ่งเจ้ากล่องเล็ก ๆ นั่น แล้วบีบ เคทชัพกับมัสตาร์ดก้ออกมาพร้อม ๆ กัน เรียงเป็นเส้นสวยเชีย

สมเป็นคนยุ่นเจง ๆ  

 

หลังจากหม่ำฮ็อทด็อกเสร็จ หนังก้อเริ่มฉายพอดีคร่ะ โฮกกกกกกกกก จะได้เห็นหน้าลูกบึ้ม ๆ แร้วววววว

ก่อนหน้านี้ปร้าไม่เคยดูหนังเรื่องนี้มาก่อนเรยคร่ะ่ เห็นคลิปแว้บ ๆ เห็นฉากบางฉาก(เช่น คิสซีน กรั่กกก) ผ่านตามาบ้าง แต่ที่เค้าแคมมาให้ดูเต็ม ๆ ก้อไม่ได้ดู เพราะอยากดูแบบชัด ๆ อ่ะ

หลังจากได้ดู ก้อรู้สึกว่าเป็นหนังที่สวยมาก มุมกล้องอาร์ต และเลือกซีนเนรี่ได้สวยมาก ๆ (ทำให้ตอนนี้ มีสองที่อยู่ในใจ ว่าจะต้องไปตามรอยให้ได้  ) และถึงอ่านซับออกบ้างไม่ออกบ้าง (เสียงเกา ซับยุ่น 555+)  ฟังทั้งประโยค เข้าใจคำเดียว 55+ ก้อยังรู้สึกว่าเป็นหนังที่ดีนะคระ

ประทับใจฮันเฮียวจูมากกกกกกกกกกกกกกกก เค้าเล่นได้ดีจริง ๆ คร่ะ แสดงอารมณ์ออกมาได้สุดยอดมาก ๆ ฉากที่ควรพีค ก้อพีคคคซะจนอิปร้าอิน โดยเฉพาะฉากที่ไปที่ประภาคาร แล้วเจอจดหมายของนุ้งแจนั่น ร้องไห้ได้น่าเศร้า น่าสงสาร ซะจนอิปร้าน้ำตาไหลพรากกกก  (เห็นนุ้งวิลบอกว่า ที่อยู่ในทู้ปมันตัดไปบางส่วนด้วยนะฉากนี้)

จิง ๆ ร้องไห้หลายครั้งมากเลยเรื่องนี้ ตอนที่คุณลุงได้เจอคุณป้าที่มานั่งรอ นั่นก้อไหลพรากกกกก (แต่ยังแอบโฮกกกกับรอยยิ้มแสนสวยของลูกชาย  )

สรุป ใครที่เซ้นสิถีฟ จะไปดูหนังเรื่องนี้ อย่าแต่งหน้าไป กร๊ากกกกกกกกกกกกก

(อิปร้าเป็นคนเซ็นสิถีฟกับเรื่องราวในจินตนาการคร่ะ ภาพยนตร์ นิยายไรแบบนี้ แต่กับชีวิตจริง ร้องไห้ยากมากกกกกกกก  เรื่องเดียวที่ทำให้ร้้องไห้ได้ง่าย ๆ ก้อคือเรื่องของเด็ก ๆ นี่แหละ -  -") 

มาพูดถึงพระเอกกันหน่อย เก็บไว้ท้ายสุดเพราะเป็นคนที่เราตั้งใจมาดู

พูดถึงแอ็คติ้งก่อน ก้อเป็นเรื่องแรกของนุ้งแจ เพราะฉะนั้น ทำอะไรก้อไม่ผิด กร๊ากกกกกกกกกกกกก (ไม่ค่อยลำเอียง) คือมีแอบแข็ง ๆ บ้าง ก้อด้วยบทอ่ะน้า (ลำเอียงต่อ) แอบเสียดายนิดนึง ถ้าลูกเล่นพลิ้วกว่านี้ ซีนอารมณ์กับนุ้งฮันฮโยจูคงจะซาบซึ้งตรึงอารมณ์ สะเทือนสะท้านกว่านี้ เพราะนี่นุ้งฮโยจูส่งอารมณ์มาประมาณ 100 ส่วน นุ้งแจเรสพอนด์ประมาณ 50  ช่วงอิโมมันเลยยังไม่พีคเท่าที่ควร

แต่ก้อนะ...

แค่เห็นหน้าแบบนั้น ก้อพอแร้วคร่ะ กร๊ากกกกกกกกกกกกกกก

ตอนเห็นลูกนี่ ไม่ทำอะไรกันเลย สองพี่น้อง อิปร้ากะนุ้งด็อค (จิง ๆ อิปร้าคนเดียว) นั่งจิกนั่งทึ้งกัน เขย่า ๆๆๆ แขน จนนุ้งเขียวไปหมดแร้วมั้ง

อยากจะกี๊ซซซซซ ให้ออร่าและความหน้าตาดีของลูก

แต่มันกี๊ซซซซไม่ได้ ๆๆๆ  

ตอนลูกใส่ชุดดำก้อนะ โฮกกกกก ตอนหันกลับมายิ้มนั่นก้ออีก โอยยย.... จะละลาย ๆๆๆ 

มันโฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก  

การได้เห็นคิมแจลุคนั้น แบบใหญบึ้มมม มันโฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ฮืออออ.....ไหล

ไหล

ไหลตกเก้าอี้ไปเรยยยย

 

โดยเฉพาะลุคสุดท้ายก่อนจบ

ตาย ๆๆๆ

ตายไป ๆๆๆๆ

ตายไปเล้ยยยยยยยยยยยย  

 

สรุปว่า แม้จะไม่มีนุ้งแจ ก้อเป็นหนังที่สะเทือนอารมณ์เรียกน้ำตาได้

และยิ่งมีคิมแจจุง ยิ่งควรค่าแกการไปไหลตกเก้าอี้ในโรงหนังเป็นที่สุดคร่ะ

 

Heaven Postman

Sugoi !!!!!!

  

 

จบจากดูหนัง ก้อได้เวลาทำมิชชั่นต่อไปของเราคร่ะ

งานนี้หมายมั่นปั้นมือมากกกกกกกกก นั่งคุ้ยนั่งค้นตั้งแต่อยุ่ไทย

คาเรยุนแจเราก้อไปหม่ำกันมาแระ

แต่ยังไม่เคยไปหม่ำราเม็งยุนแจกันเรย รอบนี้

ไม่พร่าด !! 

 

จิง ๆ นุ้งสาวคนโตเคยไปมาแระคร่ะ เคยถามไปเมื่อครั้งกระนู้นนน แต่ก้อนึกภาพไม่ออก กร๊ากกกกกกก (ไม่รู้นึกไม่ออกกันทั้งพี่ทั้งน้องรึป่าว)

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ได้โอกาส เรยต้องนั่งหาข้อมูลใหม่

กลับไปเปิดหาคลิปที่ลูก ๆ มาหม่ำทีร้านนี้ จำชื่อรายการก้อไม่ได้ เปิดนู่นนั่นนี่ดูจนตาลาย (จะอ้วก -  -) แร้วในที่สุดก้อเจอจนได้  

แต่แค่เจอรายการ ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น 555+

ต้องเอาชื่อร้านเป็นภาษายุ่น เข้าอากู๋ ถามหาแผนที่ ได้แผนที่ออกมาเป็นภาษายุ่น กรั่กกก งมต่ออีกเล็กน้อย ถึงได้แม็พออกมาคร่ะ

โฮกกกก  แอบเหนื่อย

แต่ได้แม็พมาก้อใช่จะไปถูก 555+

เนื่องจากมันซับซ้อนเล็กน้อย ถามทางคนแถวนั้นยังต้องถามสองรอบ กรั่กกก

แต่ในที่สุด

 

เราก้อเจอจนได้คร่ะ!!

 

Ramen Yunjae !!  

 

มีรูปแประในร้านด้วย  

แค็ปมาตอนนุ้งแจกะลังร้อง "Ah~~~~"  

 

เมนูที่ลูกสั่ง เป็นเมนูแนะนำของทางร้านคร่ะ

 

ตัวเป็น ๆ หน้าตาแบบนี้

 

โฮกก ไข่โอเวอร์โหลด 55+

แต่เป็นราเม็งที่อร่อยมากกกกคร่ะ โดยเฉพาะน้ำซุป เค้าใส่น้ำมันงา หอมและรสชาติกลมกล่อมมากกกก (จิงไม่จิงให้ถามนุ้งด็อค น้ำไม่เหลือแม้แต่หยดเดว กรั่กกก) แต่หมูมันไปหน่อย อิปร้าหม่ำมะไหว (เด๋ว คอเรสเตอรอลโอเวอร์โหลด 55+) มีท็อปปิ้งให้เติมไม่จำกัด ถ้าชอบหวาน ๆ ก้อแนะนำให้เติมข้าวโพดเยอะ ๆ คร่ะ ข้าวโพดหวานอร่อยมว๊ากกกกก รสชาติดีไม่ผิดหวังที่ดั้นด้นมาคร่ะ

คนนี้เป็นเจ้าของร้าน  น่ารักและใจดีมากกกกก >.<

 

คคุณลุงเห็นหน้าก้อถามเรย ว่าเป็นแฟนโทโฮชินกิเหรอ  เพราะช่วงวันสองวันนี้มีแฟนเด็ก ๆ มาทานกันเยอะ ก้อชวนคุยใหญ่เรย โชคดีทีุ่นุ้งวิลเราคล่องแคล่วยุ่นมั่ก ก้อเรยเม้ากันใหญ่ ว่ามาจากไหน พอบอกว่ามาจากไทย ก้อแบบ..โอ้วว มาจากไทยเพื่อดูคอนเสิร์ตเรยเหรอ สุโก้ยยย... และก้อถามว่าเรียนหรือทำงานไรเง้ แล้วพอบอกว่าบางคนเรียน บางคนก้อทำงาน คุณลุงเรยถามว่า นี่มาเป็นเพื่อนกันได้เพราะโทโฮชินกิเหรอ 

เราก้อตอบด้วยความภูมิใจ ว่า "ใช่ค่ะ เป็นเพื่อนกันเพราะชอบโทโฮชินกิเหมือนกัน"

 

คุณลุงก้อสุโก้ยอีกก

คุณลุงประทับใจ

อิปร้าก้อประทับใจเนะ >.<  

 

ตอนที่นั่งหม่ำ ไม่ได้นั่งเก้าอี้ที่ลูก ๆ นั่งตอนมาถ่ายรายการ แต่ก้อแอบไปทับรอยมาเรียบร้อยแระ ไม่กล้าลงรูป เพราะหน้าบานมั่ก  

 

สรุปว่า เป็นร้านที่ควรค่าแก่การมารำลึกความหลังของลูก ๆ ทั้งสองคร่ะ  

 

ใครจะมาร้านนี้ก้อให้นั่งซับเวย์ สายมิโดซึจิ ลงที่สถานี Nakatsu นะคระ

ออกจากสถานีที่ทางออก 2 เลี้ยวขวา เดินไปอีกนิด ก้อเลี้ยวขวาเข้าซอย แล้วไปตามแม็พได้เรยคร่ะ

ร้านอยู่ตรงตำแหน่ง "A" เนะ  

 

ตัวสีแดงคือชื่อ และเบอร์โทรร้านคร่ะ

 

 

จบจากการตามรอยลูก ๆ ไปแบบอิ่มอก อิ่มใจ (และก้ออิ่มท้อง)

ก้อได้เวลาเดินทางมุ่งหน้าสู่โดม กับคอนเสิร์ตวันที่สองของอิปร้ากะนุ้งด็อคคร่ะ

นุ้งวิลต้องแยกตัวกลับก่อน เพราะติดเรียน

น่าเสียดาย แต่ไม่เป็นไรคร่ะ ไว้คราวหน้า เรามาเดทด้วยกันอีกเนะ ๆๆๆ  

ขอบคุณมากมายสำหรับความช่วยเหลือในหลาย ๆ เรื่อง โค้งง...ง

ขอบคุณมากมายสำหรับความเป็นน้องที่น่ารักมาก ๆ นะคระ 

  

 

(ได้คุยกันหลังจบคอน นุ้งบอกว่า ลุงยากูซ่าเอาบัตรมาขายตอนคอนเริ่ม ราคาถูกมาก ๆๆ เหลือหลายใบทีเดียวคร่ะ ที่นั่งบนแสตนด์แค่ 6000 เยน ที่นั่งอารีน่า B บล็อคเดียวกับปร้า แค่ 10000 เยนโอนลี่ !! โฮก ๆๆ น่าจะรอซื้อหลังคอนเริ่มเนอะ

แต่ใครจะรับประกันได้ว่าบัตรจะเหลือ กร๊ากกกกกกกกกกกก -  -)

 

เ็ก็บตกบรรยากาศเล็กน้อย

HeyJJ ยังคงเป็นผู้สนับสนุนที่สุดยอดมาก ๆ จิง ๆ เค้ามีแบนเนอร์อันใหญ่ไปกางหน้าโดมด้วย แต่คุณการ์ดไม่ให้กางอ่ะ เสียดาย ๆๆ

แต่แจกธงเขียวให้แฟน ๆ ด้วยนะคระ (แต่ไม่มีคนโบก เพราะมันไม่ใช่ของออฟฟิเชียล คอนยุ่นนี่ระเบียบจัดจิง ๆ =  =)

 

ก่อนเข้าโดม

(แอ๊บยุ่น กรั่กกกก)

 

หลังจากนั่งตื่นเต้ลลล...กับที่นั่งของเราสองคน (จิกทึ้งกันใหญ่ 55+)

ก้อเก็บภาพโลโก้คอนอันแสนสวยงามไว้เป็นภาพความทรงจำซักหน่อย  

 

แอบถ่ายแม็พอารีน่าไว้ (เผื่ออนาคต 55+)

เจ้าหน้าที่โบกมือไล่เรย กรั่กก

B4 sugoi !!  

 

 

 

 

 

เป็นอันสิ้นสุดทริปนี้เพื่อคิมแจจุงของปร้าคร่ะ   

 

 

 

สองวันนี้เป็นสองวันที่ได้ทำสิ่งต่าง ๆ มากมาย

ดีใจที่คอมพลีทมิชชั่นทุกมิชชัี่นที่ตั้งใจไว้ 

เต็มอิ่มกับความรู้สึกหลากหลาย ทั้งเศร้า ทั้งซึ้ง และทั้งสุข

มากมายจนบรรยายไม่ถูก

 

คอนเสิร์ตครั้งนี้สร้างความประทับใจให้กัีบหลาย ๆ คน

รวมทั้งตัวปร้าเองด้วย

ถ้าไม่นับความสุขที่ได้รับมา

มันก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางความคิดบางอย่างเรยทีเดียว

(ถึงขั้น paradigm shift 55+)

 

บางเรื่องมันล้นอก บรรยายไม่ถูก (โดยเฉพาะความรักทีุ่มีต่อลูก >///<)

บางเรื่องก้อ...ไม่สามารถอธิบายออกสื่อได้ -  -

(ไม่อยากหัวแตก กรั่กก) 

 

แต่นั่นล่ะคร่ะ

ไม่ว่าใครจะรู้สึกอย่างไร หรือคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้

ตอนนี้ ปร้ารุ้เพียงแต่ว่า 

ความรู้ึสึก และหนทางข้างหน้าของปร้าที่เคยเคลียร์

มันเคลียร์แอนด์เคลียร์มากกว่าเดิม

มั่นใจกับเซ็ตติ้งของตัวเองตอนนี้มาก

และมั่นใจว่ามีความสุขมาก ๆ ด้วย   

 

 

 

เดินทางกลับบ้านด้วยใจอันอิ่มเอม

 

แวะแจจุงเล็กน้อยที่ KIX  

(ทุกที่มีแต่แจจุง ><)

 

น้องชายขึ้นอันดับหนึ่ง

 

แต่ก้อสมควรจิง ๆ ล่ะคร่ะ

 

เพลงบางเพลง เราก้อเพิ่งมาสะดุด เวลาได้ดูไลฟ์นะ 

ตอนได้ยินเฉย ๆ หรือดูคลิปรายการ ยังไม่โดนเ่่ท่าได้เห็นของจิงกับตาตัวเอง 

 

ก้อเรย.....

 

สอยมาจากบู๊ธหน้าโดมนั่นล่ะคร่ะ 

 

จิง ๆ อยากได้ kana shimi no yukue ที่แถมมาใน cd version มากกว่า

เพราะและโหยได้มากกก T T

 

รูปนี้น้องเท่ห์ดี

 

 

 

 

 

 

ก่อนจาก

 

พรีวิวเล็กน้อย

 

กับรีวิวทริปอีก 2 วันที่เหลือ

 

 

Lonely Planet !

แบกเป้ สะพายกล้อง ท่องโลก   

 

 

วันแรก ณ Okayama prefecture

 

Kurashiki

เมืองเอโดะ และคลองน้ำใส

 

Kibitsu Jinja

ต้นกำเนิดตำนานโมโมทาโร่

 

 Okayama Korakuen

1 ใน 3 สวนแบบญี่ปุ่นที่สวยที่สุด

 

 สะพาน seto ohashi ณ Kojima

สะพานที่เชื่อมเกาะชิโคคุกับเกาะฮอนชู

 

 

 

 

 

อีกวัน Alone in Kobe

 

Kobe Kasoen

ที่บังเิอิญหาเจอในอินเทอร์เน็ท

 

 

 และ...

 ที่สุดในโลก

กับ Akashi kaikyo bridge  

click for full image ne! 

 

 

 

สองวันที่เดินทางมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ

สองวันกับการท่องเที่ยวคนเดียวเป็นครั้งแรก

 

 

แล้วเจอกันคร่ะ  

 

 

 

 

 

อีกนิดนึง

มีคนอยากรู้ว่าหมอนน้อยกลอยใจ JYJ หน้าตาเป็นเช่นไร

 

 

เป็นเช่นนี้

 

ไซส์เท่าหมอนของเด็กอนุบาล 55+

 

 

 แต่นายแบบดี

มีชัยไปกว่าครึ่ง  

 

 

 

 

 

จิงมั้ย?

ยุนโฮ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Morocco Day 7 : Lost in labyrinth

posted on 18 May 2010 12:10 by getsuyoubi in Journey

 

 

 

 

 

 

ขึ้นต้นมาก้อถอนหายใจเลย 55+

 

แต่สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้นี่มัน....บั่นทอนจิตใจจริง ๆ นะคะ

 

(คิดดู จะโฮกขาอ่อนลูกชายยังโฮกไม่ออกอ่ะ กร๊ากกกกก ---> เสื่อม -  -)

 

 

ไม่รู้เรื่องมันจะไปจบที่ตรงไหน

แต่คิดนะ คิดว่า

ต่อให้เหตุการณ์ครั้งนี้มันสงบลง

แต่มันไม่ได้"จบ"หรอกคร่ะ

มันจะกลายเป็นบาดแผลเรื้อรัง ที่เฝ้ารอการปะทุออกมาเท่านั้น

 

จะเยียวยาบาดแผลให้หายสนิทได้

คงต้องกลับไปนั่งขบคิด

ว่าต้นตอของเรื่องนี้มันเกิดจากอะไร

 

เราจะไม่พูดถึงความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์และการเมืองนะ

เพราะคนเหล่านั้น เป็นแค่คนที่เข้ามาหาประโยชน์จากต้นตอของปัญหา อาศัยช่องว่างในสังคมเข้ามาปลุกปั่น

แล้วไอ้ต้นตอของปัญหาเนี่ย

มันคืออะไร

 

เมื่อวานนั่งคุยกับอัปป้า ผู้มีอิทธิพลทางความคิดที่สุดของปร้า  

นั่งดู history channel กันอยู่คร่ะ (ช่องโปรดด โฮะ)

แล้วก้อเลยเถิดคุยกันเรื่องเหตุการณ์บ้านเมือง ซึ่งส่วนใหญ่ปร้าไม่ชอบอ่านเองอ่ะ ชอบฟังอัปป้ามาย่อยให้ฟังแบบ concised มากกว่า

คุยกันยาวว...วไปถึงการเืมืองในอดีตของประเทศต่าง ๆ หนังสมคราม ภาพยนตร์ดราม่าแฝงการเมือง บลา ๆๆ

พ่อลูกก้อเห็นตรงกันว่า

คนสมัยนี้ ไม่ค่อยสนใจเรื่องราวในอดีตเนอะ ไม่ว่าจะของประเทศเราเอง หรือของประเทศอื่น

ทั้ง ๆ ที่เราเห็นตรงกันว่า

อดีต เป็นรากฐานของปัจจุบัน และเป็นตัวทำนายอนาคต

การที่เราเรียนรู้อดีต ทำให้เราเข้าใจที่มาของปัญหาต่าง ๆ

และสามารถวางแผนที่จะแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงอนาคตได้ 

 

ความจริง เรามีตัวอย่างให้เห็นกันมานานแล้ว เรื่องความขัดแย้งในสังคม

และเรื่องราว และจุดเริ่มต้นก้อไม่ได้แตกต่างกันเลย 

ที่เห็นภาพชัด ๆ และเรารู้จักกันดี ก้อการปฏิวัติฝรั่งเศสนั่นไง ทั้งการปฏิวัิติเปลี่ยนการปกครองสมัยหลุยส์ที่ 16 และปฏิวัติหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองก้อตามที

ที่มามันไม่ได้ต่างกัน 

นั่นคือ เราละทิ้งประชาชนในระดับรากหญ้ามาเนิ่นนานมากเกินไป

ทรัพยากรและงบประมาณแผ่นดิน ถูกใช้เพื่อคนเพียงแค่หยิบมือเดียวในประเทศ

แต่ประชากรส่วนใหญ่ อีก 90 % ไม่เคยเข้าถึงความเจริญต่าง  ๆ เหล่านั้น

เมื่อความเป็นอยู่แร้นแค้นมากขึ้น บวกกับการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ มีจำกัด การศึกษาก้อจำกัด

คนกลุ่มนี้ ก้อจะกลายเป็นกลุ่มคนที่ถูกปลุกปั่นได้ง่ายมาก

และมักจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง 

 

ตราบใดที่เราทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นไปอย่างสงบสุข ราบรื่นไม่ได้

เราทำให้ช่องว่างในสังคมแคบเข้ามาไ่ม่ได้ ความแตกต่างระหว่างชนชั้นยังชัดเจน 

เหตุการณ์แบบนี้ก้อจะเกิดขึ้นอีกเรื่อย ๆ

ไม่มีที่สิ้นสุด  

 

และยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกมากกกก...ก ที่เป็นปัญหาเรื้อรังอยู่ในสังคมไทย

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งดันทำออกมาพัฒนาแต่เศรษฐกิจ(ของคนกลุ่มน้อย) และไม่เคยพัฒนาสังคมเลย =  = 

 

ในฐานะที่หลาย ๆ คนเป็นแฟนคลับนักร้องเกาหลี ต้องรู้จักประเทศเกาหลีเป็นอย่างดีใช่มั้ยคะ (อย่าบอกว่ารู้จักแต่นักร้องนะ -  -")

ประเทศเกาหลีเป็นตัวอย่างนึงของประเทศที่ดำเนินตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้เป็นผลสำเร็จมากที่สุด

เพราะเมื่อประเทศเค้าเริ่มตั้งตัวได้ เศรษฐกิจเริ่มฟื้นฟู สิ่งที่เค้าทำควบคู่กันไป คือ "การพัฒนาคน" 

มีใครเคยดูรายการแข่งขันกอล์ฟบ้างมั้ยคระ

ลองไปสังเกตกันดูนะ

จะเห็นชื่อของนักกีฬาเกาหลีติดอยู่อันดับท็อปเท็น หรือท็อป 20 แทบทุกรายการ

และแต่ละคน อายุน้อย ๆ ทั้งนั้น

นี่คือผลพวงของการส่งเสริมและพัฒนานักกีฬาของเค้า ซึ่งเริ่มมาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

อัปป้าเล่าว่า สมัยก่อน เคยเห็นทริปฝึกกอล์ฟของเด็ก ๆ เกาหลี อายุ 11-12 นี่แหละ บินมาฝึกกันที่ไทย ฝึกกันจริง ๆ จัง ๆ เป็นอาทิตย์ ๆ เลยทีเดียว

(และโค้ชเกาหลี ก้อโหดเหมือนที่เราเคยได้ิยินมา ทำไม่ได้ เฮียแกเอาไม้กอล์ฟฟาด =  ="  ไม่รู้ถูกหรือผิด แต่อาจเป็นบทพิสูจน์ของคำว่า no pain no gain นะ) 

และผลจากการส่งเสริมในครั้งนั้น เริ่มผลิดอกออกผลแล้วในตอนนี้

กีฬาอื่น ๆ ก้อเช่นกัน 

และไม่ใช่แค่ด้านกีฬา

แต่เรื่องการศึกษาก้อเหมือนกัน

เห็นบรรดาคาอาเป็นสตอล์กเกอร์ ตามนักร้องกันแบบนั้น -  -

แต่เชื่อมั้ยคะ ว่า ranking ของนักเีรียนมัธยมของเกาหลีใต้ (เค้าจะเฉลี่ยระดับความเก่งของนักเรียนทั้งประเทศ และมาจัดทำอันดับคร่ะ)

ติดอันดับ top 3 ของโลก ( rank สูงกว่าญี่ปุ่นซะอีก)

อย่าถามถึงประเทศไทย

เพราะปร้าดูึถึงแค่ 20 อันดับแรก มันไม่มีเราติดในลิสต์น่ะ -  - 

 

เค้าพัฒนาคน เพราะเค้ารู้ว่าประเทศจะเจริญรุดหน้าต่อไปไม่ได้ ถ้าคนในประเทศไม่พัฒนาไปด้วย เพราะสุดท้ายแล้ว เศรษฐกิจมันก้อมีขีดจำกัดในตัวของมันเอง

และสังคมมันจะไม่ปั่นป่วน 

ถ้าคนในประเทศ "รู้" และ "คิดเป็น"

เพราะเค้าก้อจะไม่ตกเป็นเครื่องมือของใครง่าย ๆ 

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น

ประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเรา 

จำเป็นต้องอาศัยนักการเมืองที่มีคุณธรรมมากพอ

ต้องอาศัยนายทุนที่ใจกว้างมากพอ

ที่จะปลดปล่อยผลประโยชน์ส่วนตนบางส่วน เพื่อส่วนรวม 

 

แล้วมันจะมีัมั้ย?  

 

อาจต้องรอรุ่นหน้า

ในช่วงชีวิตปร้า คาดว่าอาจจะไม่ได้เห็น  

 

 

นี่เป็นแค่ความเห็นส่วนตัวอ่ะนะคะ

สำหรับปร้า ก้อเป็นแค่ส่วนหนึ่งในสังคมที่..ไงดีล่ะ neutral อ่ะนะ

ไม่ได้พัฒนาสังคมให้ดีขึ้น

แค่ไม่ดึงให้มันตกต่ำลงก้อแค่นั้น  

 

 

 

 

โฮกกกกกกกกกกกก

 

จบเรื่องซีเรียสสสส....

 

ไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนสมองกันดีกว่า

ช่วงนี้ประสาทตึงเกิ๊นนนน...น

 

 

 

วันที่ 7 แล้ว

ใกล้จบทริปเข้าไปทุกที

วันนี้ กับเมดิน่า หรือเขตเมืองเก่าที่น่าหลงใหลแห่งเมือง Fes คร่ะ

 

 

100411 Lost in labyrinth

         เมื่อวานเข้าที่พักตอนค่ำ ยังมองไม่เห็นหน้าตาโรงแรมเลย ที่เฟซ เราพักกันที่ royal mirage คร่ะ เป็นห้าดาวที่เดียว (ไม่นับในซาฮาร่า กร๊ากกก) ที่ได้พัก

 

ห้องจะใหญ่ไปไหน

ห้อง twin แต่เตียงนี่เป็น queen size สองเตียง นอนกลิ้งสบายโฮกกกก นอนได้ 4 คนเลยมั้ง

 

         ออกเดินทางแต่เ้ช้า อากาศเย็นสบายมาก ๆ 20 ต้น ๆ วันนี้เราจะไปเที่ยวเมดิน่าแห่งเมืองเฟซกันคร่ะ  เฟซเป็นเมืองหลวงเก่าของโมร็อคโคตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 8 นู่นนน...เขตเมดิน่าของที่นี่ เป็นสถานที่ท่องเทียวสำคัญอีกแห่งของโมร็อคโค ชนิดที่ว่า มาโมร็อคโค ไม่มาที่นี่ไม่ได้เด็ด ๆ 

ก่อนจะไปตะลุยเขตเมดิน่า ก้อนั่งรถไต่เขาขึ้นมาที่ป้อมปราการแห่งราชวงศ์ซาเดียนซะก่อน อยู่บนเขาสูง มองเห็นวิวสุดลูกหูลูกตา

เดินสวนกะแก๊งปร้ายุ่นตามเคย 55+ 

วิวที่มองจากข้างบนสวยมากกกกกกกกกกกกกกกก

 

 

ฟ้าใส อากาศดี เป็นใจสุด ๆ

ที่เห็นด้านล่าง เป็นอาคารแน่นขนัด นั่นคือเขตเมดิน่าแห่งเฟซ ที่ ๆ เราจะไปตะลุยกันคร่ะ เดินให้ไปทะลุอีกฝั่งนึงเลยทีเดียว

 

 แต่ก่อนจะเข้าสู่เมดิน่า เราแวะชมพระราชวังหลวงแห่งเฟซกันก่อน จริง ๆ ก้อแวะชมแค่ประตูวังแค่นั่นแหละ 55+

 

แต่เป็นศิลปะแบบโมร็อคโคที่โฮกมากกกกกกกกกก  

 

การแกะผิวบรอนซ์เป็นลวดลายอ่อนช้อย สวยงามที่สุดดด

 

จากพระราชวังหลวง เราเดินผ่านเขตที่เดิมเคยเป็นที่อยู่ของชาวยิวค่ะ แต่ปัจจุบัน ชาวยิวส่วนใหญ่ในโมร็อคโค ก้อได้เดินทางกลับสู่แผ่นดินแห่งพันธสัญญากันเกือบหมดแล้ว

และหลังประตูนี้ คือเขตเมดิน่าแห่งเฟซคร่ะ 

(คุณลุงชุดแดง ยังตามมาขายน้ำไม่เลิก 55+) 

 

การเดินในเขตเมดิน่าแห่งเฟซ แนะนำว่าควรจะมีไกด์ท้องถิ่นคร่ะ เพราะอาคารบ้านเรือนในเมดิน่าแห่งนี้ สร้างขึ้นซ้อนกันแน่นขนัด ซ้อนเป็นชั้น ๆ จนเหมือนเขาวงกต เค้าบอกว่าซอยมีเป็นหมื่นซอยเรยทีเดียว -  -"  นักท่องเที่ยวที่ไม่ชำนาญทาง เคยเดินหลงอยู่เป็นวัน ๆ ในเมดิน่าที่นี่แหละ เดินวนไปวนมา หาทางออกไม่เจอ

ร้านแรกที่เราไปแวะ คือร้านที่มีชื่อเสียงด้านแกะสลักบรอนซ์ เป็นร้านที่แกะลายของประตูของพระราชวังหลวงนั่นเองคร่ะ

ลวดลายอันวิจิตรที่เห็น เค้าไม่ได้ใช้การพิมพ์ลายลงบนพื้นผิวนะคระ แต่ใช้ลิ่มอันเล็ก ๆ ค่อย ๆ ตอกลงไปบนเนื้อบรอนซ์ จนเกิดเป็นลวดลายชดช้อย สุโก้ยยเป็นที่สุด

 

งามมมม....ม   

 

ใครสนใจเปลี่ยนประตูบ้านบ้างคระ

อลังไปไหน 

 

แล้วก้อเดินไปเรื่อย ๆ ดูความมีชีิวิตของตลาดในเมดิน่าคร่ะ

 

ถ่ายรูปที่นี่ ยังคงต้องปาปาฯต่อไป คุณไกด์บอกว่า ต้องขออนุญาตก่อนนะ เพราะหลาย ๆ คนไม่ชอบให้ถ่ายภาพ อิปร้าโดนคุณไกด์ดุหลายรอบมากก กรั่กก - -" เพราะถ่ายเพลิน ๆ บางทีก้อไม่ได้ขอเค้าก่อน คุณลุงคุณป้าก้อจะเอ็ดเอาอ่ะคร่ะ แหะ ๆ  

 

แผ่นกลม ๆ ที่เห็นคือขนมปัง หรือเบรด ที่เราทานกันแทบทุกมื้อคร่ะ 

 

เดินไปซักพักก้อถึง merdersa Bou Imania เห็นคำนี้ จำได้มั้ยเอ่ย มันคือที่ ๆ เรียนคัมภีร์อัลกุรอ่านด้วยตนเองนั่นเองคร่ะ

 

แต่เมเดอร์ซ่าที่มาราเกซดูสวยงามกว่ามากคร่ะ

 

แล้วคุณไกด์ก้อพาเข้าไปดูร้านที่อบขนมปัง ซึ่งปกติเค้าไม่ค่อยให้ใครดู ต้องมีเส้นสายเล็กน้อย 55+ (แป๊ะเจี๊ยะอีกนิดหน่อย)

 

แล้วก้อเดินลัดเลาะไปตามซอยต่าง ๆ คร่ะ มันจะเป็นซอยแคบ ๆ อยู่ระหว่างกำแพงสูง ๆ บางซอยกว้างแค่ 50 เซนฯ แค่นั้นเอง

อ๊ะ เห็นไรแปลก ๆ

แอบถ่าย ๆๆ  

 

ในเมดิน่า จะแบ่งเป็นโซน ๆ ไป ตรงไหนขายผ้าก้อจะมีแต่ร้านเย็บผ้าเต็มไปหมดคร่ะ

และที่แปลกตาอีกอย่างก้อคือ ร้านค้าต่าง ๆ ถึงแ้ม้จะเป็นงานฝีมืออย่างพวกงานเย็บปักถักร้อย เราก้อจะเห็นแต่ผู้ชายคร่ะ

อาจจะเป็นอิทธิพลจากสังคมมุสลิม ที่ไม่นิยมให้ผู้หญิงเปิดเผยตัวต่อชุมชนนะ

(อันนี้ขออนุญาตแร้วนะ อิอิ) 

 

นั่งเย็บผ้ากันทั้งคนหนุ่มคนแก่

 

เดินผ่านตรอกแถวนั้น เห็นอะไรขึงอยู่ตามกำแพง

 

อ้ออ  ไหมสำหรับเย็บผ้านั่นเอง

 

ใกล้ ๆ กันก้อเป็นโซนย้อมผ้า ย้อมไหม

 

คู่นี้ไม่ต้องขอ ท่าทางอยากเป็นนายแบบให้ปร้านะ กรั่กก

 

ลัดเลาะไปเจอตลาดสดอีกแระ

อันนี้ปลาร้า เอ๊ย เนื้อร้าโมร็อคโคคร่ะ กร๊ากกก เค้าเอาเนื้อมาหมักในเนย เป็นการถนอมอาหารให้เก็บได้นาน ๆ ด้วยล่ะ

 

ร้านนี้เห็นแร้วสะเทือนใจ

โฮวววววววว นุ้งอูฐฐฐฐฐฐฐฐฐฐฐฐฐ  

 

อีกอย่างนึง ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้เวลาเดินที่นี่ก้อคือ

เบื้องหน้าเราเห็นเป็นกำแพงสูง ๆ เก่า ๆ ไม่น่าจะมีอะไร แต่พอได้ก้าวเดินเข้าไปข้างใน เราอาจจะได้เห็นห้องโถงตกแต่งอย่างตะการตาก้อได้คร่ะ

แบบนี้เป็นต้น ข้างหน้าเก่า ๆ โทรม ๆ 

 

แต่ภายในเป็นร้านขายพรมทอขนาดใหญ่

 

คุณไกด์บอกว่า ทุกบ้านจะมีลักษณะเป็นแบบนี้คร่ะ คือเพดานสูง ๆ จะต้องเปิดออกสู่ภายนอกได้ เป็นแหล่งรับแสงสว่างด้วย

 

นั่งจิบเปเปอร์มินต์ทีในร้านขายพรม แล้วก้อออกเดินทางต่อ (ไม่ซื้ออีกตะหาก กรั่กก)

 

คุณลุงขายหอยทาก อี๋ ๆๆๆๆ มะชอบพวกสไลม์ ๆๆๆ  

 

ตรงนี้ สมัยก่อนเป็นที่พักกองคาราวานคร่ะ เค้าบอกว่าจะจอดอูฐไว้ที่พื้นตรงกลาง คนก้อขึ้นไปนอนบนอาคาร

(ซ่อนอยู่หลังกำแพงสูง ๆ เช่นเคย) 

หิวแร้วแฮะ

 

เดินลัดเลาะเข้าตรอกซอกซอย

 

แล้วก้อมาถึงประตูเล็ก ๆ บนกำแพงเก่า ๆ 

 

พอเข้าไปข้างใน 

โอ้ววว....ว

 

เราจะทานมื้อเที่ยงกันที่นี่คร่ะ

(ระหว่างรอ ก้อปีนกะไดขึ้นไปถ่ายรูป) 

 

นั่ง ๆ อยู่ เอากุหลาบมาโรยใส่ตักด้วย 55+

 

สลัดผักร้านนี้ สุโก้ยยยยยยยยยยย บีทรูทหวานอร่อยมั่ก ๆๆ

 

จานแรก เช่นเคย ทะจีนคร่ะ

แต่อร่อยโฮก ๆๆ กินเท่าไหร่ไม่เบื่อซักที 55+ 

 

ปิดท้ายด้วยคูส คูส ของโปรด โฮววว..อร่อย ๆๆๆ

 

อิ่ม อร่อย มีแรงแล้วก้อเดินเล่นต่อ

 

แล้วคุณไกด์ก้อพาไปร้านต่อไป

คุณลุงทอผ้าอีกแระ หาคุณป้าไม่เจออ่ะประเทศนี้ 

 

เป็นร้านขายผ้าทอแบบโมร็อคโคคร่ะ

 

แล้วก้อเรยถูกจับพันผ้าเป็นขบวนการตาลีบัน กร๊ากกกกกกกกกกกกก

(โหล่ววมะ  )

 

จากนั้นก้อไปจุดหมายสุดท้ายในเมดิน่า เป็นไฮไลท์ของที่นี่เลยก้อว่าได้คร่ะ เรียกได้ว่า นักท่องเที่ยวทุกคนอยากจะมารอดู

ก่อนขึ้นตึกไป ก้อรับแจกเจ้าช่อเปเปอร์มินต์นี่คนละช่อ

เอาไว้ทำไมเอ่ยย??

 

เำพราะที่นี่คือบ่อฟอกหนังอันมีชื่อเสียงของเมดิน่าแห่งเฟซคร่ะ เี่ราจะเห็นนักท่องเที่ยวมาปีนกำแพงตึกรอบ ๆ รอดู และที่ต้องถือช่อเปอเปอร์มินต์ ก้อเพราะ..

กลิ่นมันเหลือทนมากกกกกกกกกกก

ทั้งกลิ่นของหนัง และบ่อฟอก เพราะตัวที่นำมาใช้ฟอกให้หนังนิ่ม อยุ่ในบ่อขาว ๆ นั่นล่ะคร่ะ

เค้าบอกว่า สิ่งที่เจ๋งที่สุดที่ทำให้หนังนิ่ม ก้อคือ

คะรี่นกพิราบ =  = 

แต่ก้อไม่ใช่แค่ของนกพิราบหรอกคร่ะ ในนั้นมีทั้งคะรี่แพะ คะรี่วัว เรียกได้ว่า สารพัดคะรี่นั่นเอง

 

ที่บ่อฟอกหนังของที่นี่เป็นที่สนใจก้อเพราะ การฟอกหนังของที่นี่จะใช้ิวิธีดั้งเดิมคร่ะ ไม่ใช่เครื่องจักรเลย ไม่ใช้สารเคมี สีก้อจะเป็นสีธรรมชาติด้วยนะ เรียกได้ว่าเป็นเอกลัษณ์ของที่นี่

เป็นสถานที่อนุรักษ์โดยยูเนสโก้ด้วยน้าา 

 

จริง ๆ กลิ่นมันก้อไม่ได้แย่เท่าที่โดนขู่มานะคระ หรือเราดมจนจมูกตายหว่า 55+

ฟอกและยอ้มสีเสร็จ ก้อจะได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ดังภาพ

 

จากนั้นก้อเดินลัดเลาะจนออกมาจากเมดิน่าอีกฝั่งนึงคร่ะ

นั่งรถขึ้นไปบนเนินป้อมปราการอีกด้านนึง

เราเดินกันมาร่วม 3 กิโลเรยนะเนี่ย

ในภาพ ลูกศรชี้ป้อมปราการที่เราไปกันเมื่อเช้านี้คร่ะ 

 

แต่ด้านนี้เหลือแต่ซากปรักหักพัง

 

แต่วิวด้านหลังสวยมาก ๆ นึกว่าอยู่ในยุโรป

 

วันนึงเต็ม ๆ กับเมดิน่าแห่งเฟซ

มีอะไรน่าสนใจมากมายเลยคร่ะ ไ่ม่ได้เก็บรูปมาก้อเยอะ (อย่างที่บอก บางคน ถึงขอก้อไม่ให้ถ่ายอ่ะ -  -)

ถ้ามีโอกาสซักครั้ง แนะนำเลยคร่ะ กับที่นี่

เมดิน่าแห่งเฟซ

 

 

 

ตอนหน้าน่าจะจบแล้วคับ กับอีกสองวันที่เหลือ

 

 

จะพยายามมาต่อให้จบในเร็ววัน

 

เพราะมีภารกิจที่จะต้องไปสะสาง มากมาย มากมาย

 

 

 

ขอให้ทุกคนปลอดภัย

ขอให้ประเทศชาติสงบในเร็ววัน

 

 

อันยองคร่ะ

 

 

 

 

 

 

พีเอ็ดสึ

 

ขอชาบูของขาวหน่อย

 

โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ก้ามปูวววว

 

ขาวววววววววววววววววววววววว

 

 

อั่บ ๆๆๆ ขอกัดที ๆๆๆ

 

 

 

 

พีเอ็ดสึสอง  เอเว่กนะเอเว่ก

ไหนว่าแฟนมีต

ผลิตของออกมาประหนึ่งคอนโดมปีที่แล้ววว

(ปกติแฟนมีตบิ๊กอีสต์ มีของขายสี่ห้าอย่างเอ๊งงง) 

โฮกกกก

 

 

บ่นแร้วซื้อมั้ย?

 

 

ซื้อ 

 

กร๊ากกกกกกกก  

 

 

พีเอ็ดสึสามม นุ้งวิลกระซิบบอก ว่าสมัครบิ๊กอีสต์ยังต้องเสีย 4000 เยนนะคร้าา

แต่คาดว่าไม่ต้องจ่ายค่าต่อสมาชิก ออกแนว 4000 เยนตลอดชีพ (มั้ง) 

 

 

 

 

 

 

 

ลืม ๆๆ

จิ้ม ๆๆ